เรื่องเล่าที่หอพักชาย

ท้องฟ้ายามเย็นช่างมืดครึ้มและชวนขนลุก เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า″หนึ่ง”ก็เห็นเพียงก้อนเมฆที่บิดเบี้ยวและสายลมกรรโชกพัดผ่านสองรูหูของเค้า

“เฮ้ยไอ้หนึ่งมึงทำอะไรอยู่วะ รีบขนของสิโว้ย ฝนตั้งเค้าแล้วมึงไม่เห็นเหรอ” เสียงนึงตะโกนมาจากข้างหลังชายชื่อหนึ่ง

“เออๆรู้แล้วมึงรอกูเดี๊ยวดิวะ คนกำลังถ่ายมิวสิค” หนึ่งตอบ

“ไอ้เหี้ย หน้ายังกับมนสิทธ์ อย่างมึงต้องเพลงขายควายช่วยแม่ว่ะ”

“ไอ้เวรเอ๊ย” เป็นอันสิ้นสุดการสนทนา หนึ่งเดินไปทางต้นเสียงที่สนทนากับเค้า “แมน”ชายหนุ่มท่าทางล่ำสันกำลังกลั้นหัวเราะอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของหนึ่ง

“มาๆ พัดลมอันนี้เดี๋ยวกูถือเอง” หนึ่งบอกแมน

“ทำไมของมึงเยอะแยะอย่างงี้วะ” แมนถาม

“ไอ้เหี้ย แม่กูเค้าเป็นห่วงว่าที่กรุงเทพมันจะไม่มีข้าวสารขาย เค้าเลยให้กูแบกมากระสอบนึง ไหนจะปลาแดกอีก”

“แม่มึงนี่รักมึงจริงๆว่ะ กูว่าถ้าเค้าเอาไอ้ทุยมากับมึงได้เค้าคงให้มึงมาแล้วว่ะ” แมนพูดพลางเอามือปิดปากด้วยความขำ

“กูมาเรียนไกลถึงเมืองกรุง พ่อแม่ คนในหมู่บ้านกูเค้าดีใจกันใหญ่ที่กูสอบได้ เค้าเลยเลี้ยงฉลองกันซะใหญ่โต แถมคนในหมู่บ้านยังเอาของฝากมาให้กูตั้งเยอะแยะ กูไม่อยากให้เค้าเสียน้ำใจก็รับมาหมด นี่กูมีลูกตาลตั้งหลายชะลอม อ้อยก็มีมึงแดกไหม?”

“เออขอบใจว่ะ ไว้เดี๋ยวขนของขึ้นหอพักเสร็จแล้วค่อยว่ากัน มึงไปถามยามเค้าก่อนไปว่าห้องที่มึงอยู่มันห้องอะไร”

หนึ่งเดินตรงไปตามพื้นปูซีเมนต์ เขานึกในใจ”กระเบื้องซีเมนต์พวกนี้ที่บ้านเรามันก็มีแต่ในอำเภอ คนเมืองกรุงนี่มันรวยจริงๆว่ะ” เค้าหยุดตรงเคาเตอร์ที่มีชายวัยกลางคนหน้าตากร่ำชีวิตยืนอยู่

“ขอโทษครับพี่ ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่น่ะครับ พี่รู้ไหมครับว่าผมพักอยู่ห้องอะไร” หนึ่งถามอย่างเป็นมิตร

“เคยมาสมัครไว้หรือยัง จะมาพักที่นี่ต้องทำเรื่องให้เรียบร้อยก่อน ไม่ใช่คิดจะมาอยู่ก็มาอยู่ได้เลย” ชายคนนั้นตอบกลับอย่างไม่เป็นมิตรซักเท่าไรนัก

“คือผมเคยมาสมัครกับทางหอพักแล้วน่ะครับ แต่เค้าบอกว่าให้ย้ายของเข้ามาได้เลยวันนี้ ผมใจร้อนเลยลืมถามไปว่าผมได้พักห้องไหน รบกวนพี่ยามช่วยดูให้ผมทีสิครับ” หนุ่มพูดด้วยท่าทางลกลน

“ผมไม่ได้เป็นยามนะครับ ผมเป็น security” ชายวัยกลางคนตะคอกด้วยท่าทางไม่พอใจ

หนุ่มคิดในใจ “ไอ้เหี้ยเอ๊ย แล้วมันต่างกันตรงไหนวะ”

“ขอโทษครับพี่ เพื่อนผมมันเพิ่งมาจากบ้านนอกมันไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่หรอกครับ พี่อย่าไปถือสามันเลย” แมนเดินตรงมาตรงหนึ่งและพูดแทนด้วยความที่เห็นท่าทางไม่ดี

“มึงเงียบไว้เดี๊ยวกูพูดเอง” แมนกระซิบกับหนึ่ง

“เอาบัตรประจำตัวนักศึกษามาซิ เดี๊ยวพี่ดูให้” ยามผู้ซึ่งพอใจกับคำว่า security มากกว่ากล่าวด้วยเสียงที่เบาลงแสดงให้เห็นถึงโทสะที่ลดลง

“อ้อ นาย เอกราช ถิ่นคลองหนอง คนที่เค้าแจ้งมาว่าเข้ามาใหม่ อยู่ห้อง 513″

“ขอบคุณครับพี่ ซีเคียวริตี้ ” หนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงประชด

เขาและแมนช่วยกันแบกของมาตรงลิฟท์ “เฮ้ยลิฟท์มาแล้วเด๋วมึงไปกดหยุดลิฟท์ไว้ก่อนนะ ของมึงเยอะแบกทีเดียวไม่หมด” แมนกล่าว

ขณะที่หนึ่งกำลังจะไปกดลิฟท์ก็มีชายผมยาวเดินสวนออกมาจากลิฟท์ “โอ้โหของเยอะแยะเลย ย้ายมาอยู่ใหม่เหรอเนี่ย” ชายคนนั้นเอ่ยถาม

“เค้ามาอยู่ห้องเดียวกับเอ็งนั่นแหละ” เสียงยามพูดกับชายผมยาว

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ พี่ชื่อเมฆ เรียกพี่เมฆก็ได้ เอ่อน้อง” ชายผมยาวแนะนำตัวพร้อมกับยื่นมือขวามาข้างหน้า

“ผม .. หนึ่งครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” หนึ่งยื่นมือขวาไปรับความเป็นมิตรจากเมฆ

“มาๆ เดี๋ยวพี่ช่วยขนของ” แล้วชายทั้งสามคนก็ช่วยกันขนของขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 513

ฝนตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตาข้างนอก เสียงซ่าๆอันอื้ออึงก็ไม่ได้ทำให้การสนทนาระหว่างชายหนุ่มทั้งสองลดอรรถรสลงไปเลย

“พี่เมฆคุยสนุกดี ฮ่าๆๆ” หนึ่งพูดพลางเอามือปาดน้ำตาที่เล็ดออกมา

“หนึ่งแปลกดีนะ พี่ไม่เคยเห็นคนต่างจังหวัดคนไหนทันสมัยอย่างหนึ่งเลย”

“เออ พี่เมฆ ห้องนี้พี่อยู่คนเดียวเหรอ”

“ตอนแรกพี่ก็อยู่กับเด็กภาคอุตคนนึงแล้วก็เด็กวิทยาคนนึง แต่เด็กอุตย้ายออกเทอมที่แล้ว เด็กวิทยาก็เพิ่งออกเทอมนี้เอง”

“ดีนะที่หนึ่งย้ายเข้ามา ไม่งั้นพี่ไม่มีเพื่อนคุยเหงาแย่” เมฆพูดด้วยแววตาเป็นประกาย

“ไอ้แมนไม่น่ารีบกลับเลยนะ ไม่งั้นตั้งวงเหล้าคุยกันสามคนคงสนุกกว่านี้”

“แล้วทำไมเขารีบกลับจังล่ะ”

“ไอ้แมนมันนัดแฟนไว้น่ะพี่ ขืนเบี้ยวโดนแฟนมันกัดหูขาด ผู้หญิงอะไรไม่รู้ดุอย่างกะเสือ”

“แล้วหนึ่งมีแฟนหรือยังล่ะ”

“โอ้ย แฟนเฟินอะไรผมไม่มีหรอกพี่ ตอนอยู่บ้านนอกผมก็เอาแต่อ่านหนังสือ ตั้งใจเรียนหวังว่าจะทำให้ได้ดั่งใจพ่อแม่ที่เค้าส่งเสียผมให้เรียนสูงๆ” หนึ่งพูดพลางมองขึ้นไปบนเพดาน คิดถึงพ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ ฝนที่ตกทางนี้จะไปตกที่บ้านบ้างไหม? ข้าวที่ปลูกไว้จะงอกดีเหมือนทุกปีไหม? เค้าคิดไปเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นเสียงของเมฆก็ทำลายความเงียบสงัดระหว่างทั้งสองลง

“หนึ่งเชื่อเรื่องผีไหม”

“ไม่เชื่อหรอกพี่ เรื่องเหลวไหลไร้สาระ ที่บ้านผมเค้างมงายกันน่าดู มีแต่ผมล่ะที่แหกคอก”

“ไม่เชื่อก็ดีแล้ว เรื่องไร้สาระ”

“ทำไมเหรอพี่ มันมีอะไร” ความอยากรู้และความสงสัยตามหลักวิทยาศาสตร์ในตัวหนึ่งถูกกระตุ้น

“พี่จะเล่าให้ฟัง … มันเป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆกันมาน่ะ เค้าว่าหอพักนี้มันเป็นหอที่ทางมหาวิทยาลัยเพิ่งสร้างได้แค่สองปี ทีนี้ตอนสร้าง.. คนงานก็ต้องนอนพักที่นี่ แบบที่มันยังไม่เสร็จเนี่ยแหละ เค้าก็เอาสังกะสีมาทำเป็นเพิงพักกันชั่วคราว แล้วทีนี้ตึกที่ต้องสร้างมันมีหลายชั้น แล้วคนงานมีเยอะเลยแบ่งๆกันหล่อปูนคนละชั้น ”

“แล้ววันนึง… คนงานที่หล่อปูนชั้น5 ก็ตั้งวงกินเหล้ากัน พวกเค้าเมากันได้ที่ก็แยกย้ายกันไปนอน แต่มีคนงานคนนึงเมามากก็จะเดินไปฉี่ตรงกลางตึก หนึ่งก็เห็นใช่ไหมว่าตึกนี้มันกลวงตรงกลาง เพื่อให้แสงแดดมันถ่ายเท”

“อ๋อ ทีแรกผมก็แปลกใจว่าเค้าสร้างให้มันกลวงทำไม อย่างนี้นี่เอง”

“แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ระหว่างที่คนงานคนนั้นกำลังจะฉี่ …สังกะสีที่อยู่ตรงชั้น8 เกิดหล่นลงมา พอดีเพิงของคนงานชั้น8 มันอยุ่ติดกับตรงกลางตึก.. ”

“แล้วเป็นยังไงต่อครับ” หนึ่งถามด้วยความอยากรู้

“พื้นชั้น5ก็เป็นสีแดง … จากเลือดของคนงานคนนั้นน่ะสิ สังกะสีร่อนลงมาตรงกลางตึกปาดหัวของคนงานคนนั้นหลุดตกลงไปตรงกลางตึก”

“แล้ว… แล้วคนงานคนนั้นเป็นยังไงมั่งครับ”

“ตายคาที่ … แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง”

“ทำไมเหรอพี่”

“ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นพวกคนงานถึงจะรู้ว่ามีคนตาย ศพหัวขาดนอนอยู่ตรงชั้น5 แต่แปลกตรงที่หาหัวของศพไม่เจอ”

“มันก็ตกลงไปข้างล่างไงพี่ ทำไมเขาหาไม่เจอล่ะ”

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเล่ามาว่าหาหัวของศพไม่เจอ”

“แล้วยังไงต่อล่ะพี่ ก็แค่เรื่องคนตายธรรมดาไม่ใช่เหรอ”

“.. หลังจากงานศพของชายคนนั้น ทุกคืนจะมีคนได้ยินเสียงแปลกๆ”

“ยังไง”

“เป็นเสียงกลิ้งตุบๆ ตอนกลางดึกอยู่ตรงทางเดินข้างนอกห้อง พอคนที่ได้ยินเดินออกไปดูก็ไม่เจออะไร”

“แล้วตกลงมันเสียงอะไรล่ะครับ”

“เคยมีคนนึงบอกว่าเจอที่มาของเสียง … เค้าได้ยินเสียงตุบๆเลยออกมาดูเห็นเงาตะคุ่มๆอยู่ตรงบันได เค้าก็เลยเดินตรงไปดู…

ขณะที่เค้าเข้าไปใกล้จะถึงตัวแล้วเค้าก็เห็นวัตถุกลมๆกลิ้งตรงบันได แล้วเงาตะคุ่มๆนั้นก็เดินตามลงไป เค้าสงสัยว่าจะเป็นโจรมาปล้นหอพักเลยตามลงไปดู…”

เค้าตะโกนเสียงดัง “หยุด!!” เงาตะคุ่มๆนั้นก็หยุดแต่วัตถุลึกลับสีดำนั่นก็ยังกลิ้งตกลงไปชั้นล่างต่อไป ชายคนนั้นถามผู้ต้องสงสัยว่า “คุณเป็นใคร” “… ” ไม่มีเสียงตอบกลับมา

“ไม่บอกว่าเป็นใครผมเรียกยามนะ… ” ชายหนุ่มคนนั้นขู่ เงานั้นก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ชายหนุ่มคนนั้นเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อที่จะดูหน้าให้ชัดๆ

ทันใดนั้นเงานั้นก็วิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็วตามวัตถุสีดำลงไป “หยุดนะ”ชายคนนั้นตะโกน เสียงดังจนทำให้หลายๆคนที่อยู่ชั้นนั้นตกใจตื่น ชายหนุ่มคนนั้นวิ่งไล่เงานั้นจนกระทั่งชั้น2 … วัตถุสีดำหยุดกลิ้งอยู่ตรงบันได พร้อมๆกับเงานั้นที่หยุดนิ่งด้วย ชายหนุ่มหอบพร้อมกับตะโกนถาม “คุณเป็นใคร ขืนไม่ยอมบอกผมร้องเรียกยามนะ” ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบ แต่เสียงที่ตอบกลับไม่ได้มาจากเงาตะคุ่มนั่น แต่กลับมาจากวัตถุลึกลับสีดำนั่นแทน

“ชั้นเป็นคนงานก่อสร้าง”

“แล้วมาทำอะไรกลางดึกกลางดื่น ที่นี่เค้าห้ามคนนอกเข้ามาไม่รู้เหรอ”ชายหนุ่มถามใส่เป็นชุด

“.. ชั้นมาตามหา… หัว” ชายหนุ่มได้ยินก็แปลกใจ “หัวอะไรลุง หัวใจ หรือหัวหน้า″ ชายหนุ่มพูดอย่างติดตลก

“… ก็ไอ้อันที่ฉันวิ่งตามมาเนี่ยแหละ…” ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าชัดเจนขึ้น ภาพที่ปรากฎคือผู้ชายใส่เสื้อซอมซ่อมีคราบปูนเกาะ เหมือนคนงานก่อสร้างทั่วไปแตกต่างเพียงอย่างเดียว ตรงที่ร่างนั้นไร้ศรีษะ!! แล้ววัตุถุสีดำนั้นคือหัวของคนงานที่กำลังขยับปากคุยกับเขาอยู่ ชายหนุ่มตกใจจนประคองสติไม่อยู่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตขึ้นไปบนบันไดที่เขาวิ่งลงมา “ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะโหยหวนดังตามหลังเขามาเป็นระยะ ทันทีที่เขาถึงห้องก็ตะโกนเหมือนคนเสียสติแต่กลับไม่มีคนอยู่เลย .. ”

“แล้วเขาทำยังไงต่อ” เสียงหนึ่งขัดจังหวะ

“พี่ก็ไม่รู้นะ แต่ได้ข่าวมาว่าหลังจากนั้นชายคนนั้นก็เข้าโรงพยาบาลบ้าไปเลย”

“ไร้สาระน่าพี่ คนไม่มีหัวจะวิ่งได้ยังไง แถมยังพูดได้อีก เรื่องไร้สาระ แล้วพี่เคยได้ยินเสียงตุ๊บๆหรือเปล่าล่ะ”

“ฮ่าๆ พี่นึกแล้วว่าหนึ่งต้องไม่เชื่อเลยเล่าให้ฟัง ตัวพี่เองก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันไอ้เสียงอะไรนั่นน่ะ”

แล้วการสนทนาก็ดำเนินต่อไปอย่างครื้นเครง.. แม้เรื่องที่เมฆเล่าให้หนึ่งฟังจะยังติดอยู่ในใจของหนึ่ง แต่เค้าไม่เคยเชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นี้อยู่แล้ว เค้าเป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ที่เขากำลังจะได้เข้ามาเรียน สอนให้เขาเถียงตัวเองว่าเรื่องพวกนี้ไม่มีทางเป็นจริง ตามหลักชีววิทยาไม่มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้โดยไม่มีหัว ไร้สาระสิ้นดี แต่เสี้ยวหนึงของตัวเขาก็นึกย้อนไปถึงบ้านเกิด รำลึกถึงเรื่องที่พ่อและแม่คุยกัน “ผีตายโหง” แม่เค้าเล่าให้ฟังว่ามันเฮี้ยนมากๆ

ไร้สาระน่า เขาพร่ำบอกตัวเองในใจ

“เดี๋ยวพี่ต้องไปหอเพื่อนนะ คืนนี้หนึ่งนอนคนเดียวละกัน ไปกินข้าวด้วยกันไหม?”

“ไว้วันหลังละกันพี่ วันนี้ผมต้องจัดของให้มันเข้าที่เข้าทาง”

….

เวลาพลบคล่ำช่างน่ากลัวยิ่งนัก แม้ฝนจะหยุดลงไปแล้วก็ตามแต่เสียงคางคกที่ประสานกัยจิ้งหรีด ก็ไม่ได้คลายความกังวลใจที่ก่อตัวขึ้นภายในใจของหนึ่งเลย เขาจัดของทั้งหมดเข้าที่เข้าทางแล้ว ในใจเขานึกถึงแมน เพื่อนที่มาจากบ้านเกิดเดียวกันและ .. เมฆ เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นมิตรยิ่งนัก

“จะโทรเรียกไอ้แมนมานอนด้วยก็ยังไงอยู่ จะบอกมันได้ยังไงวะว่าเรากลัวผี!” หนึ่งนึกในใจ

“ถ้าอย่างนั้นนอนคนเดียวก็ได้วะ แต่ยังไม่มืดเลย ง่วงก็ไม่ง่วง” หนึ่งเดินออกมาข้างนอกห้องเพื่อสูดบรรยากาศบริสุทธ์ เขามองไปข้างๆก็เจอชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขามากมาย บางคนก็เล่นกีต้าร์อยู่กันเป็นกลุ่ม บางคนก็ส่งเสียงดัง คนเยอะแยะแต่หนึ่งกลับรู้สึกว่าตนเดียวดาย

หลังจากที่หนึ่งออกไปกินข้าวที่ร้านค้าใกล้ๆมหาวิทยาลัย แล้วก็เดินเที่ยวเล่นตามประสาเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเข้ากรุง เขาพบสิ่งแปลกตาแปลกใจมากมาย พอสามทุ่มครึ่งหนึ่งก็กลับหอ

เขาเดินเข้าห้อง อาบน้ำและก็นอน เขาไม่รู้สึกถึงความผิดปรกติใดๆสักนิด ในตอนนี้เขาลืมเรื่องผีหัวขาดที่เมฆเล่าให้ฟังไปแล้วด้วยซ้ำ

.. เวลาผ่านไป .. ในขณะที่หนึ่งหลับสนิท

“ตุบๆ”

เสียงดังแว่วออกมาจากข้างนอก หนึ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

“ตุบๆ กลึกๆๆๆ”

เสียงข้างนอกเหมือนอะไรสักอย่างกำลังกลิ้งอยู่ หนึงนึกผวาขึ้นมาในใจ สติส่วนที่ป็นวิทยาศาสตร์ของเขาในขณะนี้ถูกครอบงำด้วยไสยศาสตร์ทั้งหมด

“เฮ่ย มันมีจริงหรือวะ” หนึ่งเหงื่อตก พร้อมกับดึงผ้าคลุมเขามากอดแน่น เขาที่ไม่เชื่อในเรื่องผีสาง ในตอนนี้เขากลับเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน

“ชิบหายแล้วไงกู จะทำไงดีวะนอนคนเดียวด้วย” หนึ่งไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงดึงผ้าคลุมมาห่มโปง หวังว่าจะนอนหลับไปให้พ้นๆ

….

เช้าวันรุ่งขึ้น

หนึ่งรีบไปหาแมนที่อพาร์ตเมนท์

“ไอ้แมนกูเจอผีว่ะ”

“555 ไอ้เหี้ยหนึ่ง มึงไม่กลัวผีไม่ใช่เหรอวะ”

“แต่กูได้ยินนะเว้ย เต็มสองรูหูกูเลย เสียงตุบๆ”

แล้วหนึ่งก็เล่าให้แมนฟัง ถึงเรื่องผีหัวขาดที่เค้าได้ยินมาจากเมฆ รวมทั้งเรื่องที่เค้าได้ยินเสียงประหลาดเมื่อคืน

“มึงมันบ้า เรื่องไร้สาระแค่นี้มึงเชื่อด้วยเหรอวะ เอางี้ ถ้ามึงกลัวเดี๋ยวคืนนี้กูไปนอนเป็เพื่อนมึง”

….

ตกดึกคืนนั้น

แมนมานอนกับหนึ่งในหอพักชาย เค้าทั้งสองคนตั้งวงเหล้ากัน ความสนุกจากสุราเมรัยได้เผาผลาญความกังวลและความกลัวอกจากหัวใจหนึ่งจนหมด

ผ่านไปกลางดึกทั้งคู่นอนด้วยกันในห้อง

“เดี๋ยวกูเข้าห้องน้ำก่อนนะเว้ย มึงนอนดีๆนะไอ้หนึ่ง อย่าหนีกูไปหนายยยนะ” แมนพูดด้วยอาการเมาเต็มที่

“เออๆ ที่นี่มันเป็นห้องน้ำรวมนะเว้ย ห้องน้ำอยู่ข้างนอกนู่น เดินดีๆอย่าตกบันไดนะมึง ”

“ทราบแล้วครับบบบพ้ม”

แล้วแมนก็ปิดประตู ปัง หนึ่งนอนต่อกำลังจะเคลิ้มหลับ

“ตุบๆ”

“ตุบๆ กลึกกกกก”

หนึ่งผวา ลุกขึ้นมานั่ง เสียงอะไรวะ เอาอีกแล้วเหรอ

เค้าคลุมโปงนอนท่าเดิม ในใจท่องคาถาทุดอย่างที่เค้าพอจะท่องได้ “นะโมตัสสะภควาอรหังสัมมา..” เอ๊ยไม่ใช่นี่หว่า ช่างแม่ง เค้าท่องต่อไปเรื่อยๆ

“ก๊อกๆๆ” เสียงดังมาจากหน้าประตูห้อง

หนึ่งกลัวจับใจได้แต่ท่องบทสวดมนต์แบบ remix ของเค้าต่อไปเรื่อยๆ

“โครม!! ไอ้เหี้ยหนึ่ง เปิดประตูให้เบ็คแฮมที”

เสียงแมนเตือนสติหนึ่ง หนึ่งรู้ว่าคนที่มาเคาะประตูคือเพื่อนเค้าเองม่ใช่ผีหัวขาด เค้าจึงวิ่งไปเปิดประตูทันที

“ไอ้แมน กูได้ยินอีกแล้ว” สีหน้าของหนึ่งตอนนี้สร่างเมาเต็มที่

“มึงไม่ได้ยินแต่เสียงเฮที่กูทำประตูได้เหรอวะ โน่นคนเค้าเฮทั่วสเตเดี้ยม ขอบคุณครับๆ รักเบคน้อยๆแต่รักนานๆนะครับ” แมนพล่ามต่อ

“ไอ้เหี้ยแมน กูได้ยินเสียง ตุบๆ”

….

เช้าวันต่อมา

แมนสร่างเมาแต่ไม่เชื่อเรื่องที่หนึ่งเล่าให้ฟัง แมนบอกว่าขณะที่เค้าไปเข้าห้องน้ำนั้นไม่เจอสิ่งผิดปรกติเลย ถ้าจะมีก็คงเพียงคู่ต่อสู้ไม่เข้ามาสกัดเขาทำให้เขายิงประตูให้แมนยูได้อย่างสวยงาม

“มึงมันปอดแหก” แมนพูดกับหนึ่ง หนึ่งคิดในใจ “ทำไมกูถึงได้ยินคนเดียววะ แถมยังโดนเพื่อนด่าว่าขี้ขลาดอีก ถ้าได้ยินเสียงอีกจะออกไปดูให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย”

….

ตกดึก

หนึ่งนอนกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดคืน จนกระทั่งกลางดึก

“ตุบๆ”

“ตุบๆ กลึกกกกก”

เสียงที่เค้ากลัวกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เค้าตัดสินใจแล้ว จะเป็นตายร้ายดียังไงเค้าต้องออกไปดูต้นตอของเสียงให้ได้

หนึ่งผลักประตูห้องออกช้าๆ เขาก้าวออกไปตามที่มาของเสียงประหลาด

ทันใดนั้น!! เขาเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ตรงบันได เรื่องสยองที่เมฆเล่าให้ฟังหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง ประสาทสัมผัสทั้ง 5ของเขาเปิดเกรียว สติสัมปชัญญะในตอนนี้แทบจะไม่มีเหลือ ในตอนนี้ที่เขามีอยู่มีเพียงสัญชาตญานการเอาตัวรอดเท่านั้น…

หนึ่งทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเงานั้น ละจากบันไดแล้วเดินตรงมายังเขา เมื่อตั้งสติได้เขาวิ่ง!

วิ่งจนถึงห้อง 513 ที่เค้าอยู่ เค้ามองทั่วทั้งห้องเพื่อหาอาวุธ ในตอนนี้สิ่งที่เขารับรู้อย่างเดียวคือมีสิ่งจะเข้ามาทำร้าย และเขาจำเป็นต้องป้องกันตัว เขาไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นว่าสิ่งที่เข้ามาคือผีหัวขาดหรืออะไรก็ตาม ความกลัวบดบังความเป็นมนุษย์ของเขาจนสิ้น

หนึ่งมองเห็นมีดดาบเสียบอยู่ตรงเสาเตียง

“เอามันไว้ป้องกันตัวนะลูก เผื่อมีใครมาทำร้ายเอ็ง” เสียงพ่อของหนึ่งแวบผ่านเข้ามาในจิตใต้สำนึก

“พ่อจะบ้าเหรอ ให้ลูกมันเอามีดดาบไปทำไม เดี๋ยวเผลอไปฟันใครเข้า″ แม่ของเขาเถียงกับพ่อ แต่พ่อของเขาก็แอบยัดมีดดาบลงมาในย่ามจนได้

ในวันนี้มันจะมีประโยชน์แล้ว..

หนึ่งหยิบมีดดาบขึ้นมาข้างกาย เหงื่อตกเป็นสาย ในใจเขาได้แต่ภาวนาให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

“ตุบๆ”

“ตุบๆ กลึกกกก”

เสียงนั้นดังมาจากหน้าห้องนี่เอง “มันมาแล้ว” หนึ่งนึกในใจ

“ก๊อกๆ”

เสียงเคาะประตูทำลายสติที่เหลืออันน้อยนิดของหนึ่ง เขาไม่รับรู้ถึงความกลัวแล้วในตอนนี้ อันที่จริงเขากลัวจนไม่รับรู้อะไรแล้ว

หนึ่งผลักประตูออกอย่างแรง

“โครม!!”

หนึ่งเงื้อมีดดาบขึ้นสุดมือ เขากลัวจนทำอะไรไม่ถูก สัญชาตญานของเขาสั่งให้ฟัน! ฆ่ามัน! ก่อนที่มันจะมาหลอกเรา

หนึ่งมองเห็นร่างตะครุ่มนั้นล้มลงไป และเขาเหลือบเห็นวัตถุสีดำ ตกอยู่ข้างๆเงานั้น

หนึ่งไมคิดอะไรอีกแล้ว

“เฟี้ยว .. ฉับ!”

เสียงเกิดจากการเงื้อมมือแล้วฟันลงสุดแรงของหนุ่มบ้านนอก เค้าฟันลงเข้าเป้าทีเดียว

“ตุบๆ”

เสียงตุบคราวนี้มาจากปลายมีดดาบของเขา ของเหลวสีแดงสาดกระจายไปทั่วบริเวณ วัตถุกลมๆตกลงข้างมีดดาบของเขา เป็นหัวคน!!

หัวพี่เมฆ!!

หนึ่งตั้งสติมองดูรอบๆบริเวณที่เขายืน เขาเห็นร่างไร้ศรีษะของเมฆนอนอยู่บนพื้น วัตถุกลมสีดำที่เค้าคิดว่าเป็นหัวของผีหัวขาดที่จริงมันคือลูกมะพร้าว! ร้างไร้วิญญาณของเมฆถือถุงลูกมะพร้าวมากมาย เขาคงคิดจะนำมันมาให้มิตรใหม่ที่เพิ่งรู้จัก

หนึ่งถือดาบเปื้อนเลือดเดินกลับไปในห้อง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปหาแมน

“หึๆๆ ไอ้แมน”

“มึงโทรมาดึกดื่นป่านนี้ทำไมวะ มึงเจอผีหัวขาดหลอกอีกเหรอไงวะไอ้หนึ่ง”

“ตุบๆ”

“ตุบๆ กลึกกกก”

“……” หนึ่งเงี่ยหูฟัง

“เฮ้ยไอ้หนึ่ง กูได้ยินแล้วว่ะ เฮ้ยมึงไม่ต้องกลัวนะเดี๋ยวกูจะไปหามึงเด๋วนี้แหละรอกู…”

“หึๆๆ มึงไม่ต้องมาหรอกไอ้แมน กูฆ่าผีหัวขาดไปตัวนึงแล้ว เดี๊ยวกูจะไปฆ่ามันให้หมด หึๆๆ” เสียงหนึ่งที่แมนได้ยินเลื่อนลอยและไร้สติ

“ไอ้หนึ่ง มึ…” หนึ่งวางโทรศัพท์

เขาเดินออกไปที่ต้นตอของเสียงพร้อมมีดดาบสีแดงฉานในมือ

  • tunkung
    เวน - -*

    โหดชิบ หาย
  • Orbit
    ทำไมอยู่ๆ มันก็โหดอ่ะ
  • Tay
    หักมุมไง...

    เขียนไว้ตั้งแต่ประมาณปี 1 ช่วงนั้นชอบนิยายของสรจักร (ศพใต้เตียง, ศพหัวขาด และสารพัดศพ) เลยโหดๆอย่างที่เห็น :)
blog comments powered by Disqus