Table of Contents
สารบัญ
- แดนสนธยา: สายลม ชายหาด และสองเรา (ตอนต้น)
- แดนสนธยา: สายลม ชายหาด และสองเรา (ตอนปลาย)
ผมรวบรวมความกล้าเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิม ในสมองของผมตอนนี้ลืมเรื่องความเจ็บปวดที่ลิ้น และความหิวไปเสียสิ้น ผมคิดอยู่เพียงเรื่องเดียว เรื่องของ “เธอ”
“เฮ้ยไอ้จ่อย เอาเบียร์มาขวดนึงเด๊ะ Right Now เลยนะมึง” ผมส่งเสียงดังเรียกบริกรของร้าน – ดังพอที่เธอกับไอ้หมอนั่นจะหันมามองหาต้นตอของเสียง
เป็นไปตามคาด เธอหันมามอง ผมรอเวลานี้อยู่แล้ว…
ชั่วพริบตาที่สายตาของเราสองคนประสานกัน ผมสาบานได้ว่าเห็นความดีใจและตกใจระคนกันในดวงตาคู่นั้น แต่เพียงแค่ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ความโศกเศร้า ชิงชัง และขยะแขยง ก็บดบังสิ่งดีไปจนหมดสิ้น มันแย่งกันวิ่งเข้ามาหาผมอย่างกับวิ่งแข่งอย่างไรอย่างนั้น
เธอหันหน้ากลับไป ไอ้หมอนั่นชวนเธอคุย เธอก็สนทนากับมันไปเรื่อยเปื่อย ไม่แม้แต่จะกลับมามองผมอีกเป็นครั้งที่สอง
สำหรับเธอ ตายครั้งเดียวก็คงเพียงพอแล้ว…
คงไม่ต้องบอกว่าผมรู้สึกอย่างไรในตอนนี้ คุณเคยโดนมีดบาดไหม? ลองคิดว่ามีดที่บาดนั้นเป็นสปาต้าอันใหญ่ กรีดลงไปที่กลางอก แล้วคูณด้วย 100 – นั่นแหละ ใกล้เคียงกับความรู้สึกของผมขึ้นมาบ้างแล้ว
ไอ้จ่อยเอาเบียร์มาให้ตามสั่ง ผมบอกให้มันแอบเอาไปกินหลังร้านตามสบาย มันทำหน้างงแต่ก็ทำตามที่ผมบอกโดยดี ก่อนมันจะเดินกลับผมขอกระดาษจากมันแผ่นหนึ่งพร้อมปากกา – จากสายตาของมันที่มองมา ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิว่ายังเหลือคนที่ไม่มองว่าผมเป็นตัวประหลาดอยู่อีกหรือเปล่า
ผมบรรจงเขียนข้อความลงไปในกระดาษ พรรณณาถึงช่วงเวลาที่ผมอยู่โดยไม่มีเธอ สารภาพว่าผมเสียใจแค่ไหนที่ทำอย่างนั้นลงไป ผมบอกคุณไปหรือยังว่าผมจบการตลาดมา แต่การใช้ภาษาไทยของผมอยู่ในขั้นพออ่านออกเขียนได้เท่านั้น เวลานี้มีแต่ความจริงใจเท่านั้นที่ผมจะถ่ายทอดผ่านปลายปากกา ให้เธอรับรู้ถึงความเสียใจ ให้เธอรู้ว่าเธอมีค่าแค่ไหนสำหรับผม ผมยังไม่ลืมลงท้ายเบอร์ห้องบังกะโลที่ผมพักอยู่ – สิ่งที่ผมต้องการตอนนี้มีแต่ปาฏิหาริย์ครั้งสุดท้าย
ผมเรียกไอ้จ่อยมาอีกครั้ง (คราวนี้มันอิดๆออดๆนิดหน่อย What the… lovely boy) แล้วบอกให้มันส่งกระดาษแผ่นนี้ให้ผู้หญิงโต๊ะนั้นแบบลับๆ ผมกำชับคำว่าลับๆ และขยายความคำว่าลับหมายถึงไอ้หมอนั่นต้องไม่รู้เรื่องนี้ ให้ไอ้จ่อยจำจนขึ้นใจ ผมไม่ลืมทิปมันเล็กๆน้อยๆสำหรับความมีน้ำใจของมันที่ช่วยงาน แล้วผมก็เดินออกจากร้าน ไปสู่ชายหาด โดยกลั้นใจไม่หันไปมองเธอ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน…
ผมเดินบนชายหาดตั้งแต่ช่วงเช้า สายลมพัดผ่านร่างกายของผมครั้งแล้วครั้งเล่า กลิ่นไอจากทะเลที่แสนจะสดชื่น ยังไม่อาจดึงผมให้เชยชมความงามของธรรมชาติได้ ผมคิดวนไปวนมาแต่เรื่องเดิมๆ จะทำยังไงถ้าไอ้จ่อยส่งข้อความไม่สำเร็จ? เธอจะฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งทันทีที่รู้ว่ามาจากผมหรือเปล่า? ไอ้หมอนั่นจะสังเกตไหม? มันจะรู้เรื่องอดีตของเธอกับผมหรือเปล่า? เธอจะให้อภัยผมไหม?
คำถาม 108 ที่ไม่มีคำตอบยังคงแหวกว่ายอยู่ในสมองราวกับปลาฝูงใหญ่ ผมเดินไปเรื่อยๆจากสุดชายหาดฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่ง แทบจะนับเม็ดทรายทุกเม็ดที่อยู่บนหาดได้ทีเดียว
ช่วงพลบค่ำก็มาถึง…
ผมลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับมาที่พัก กระเพาะยังร้องไม่หยุดทวงถามอาหารที่เป็นสิทธิของมัน แต่ความเจ็บที่โคนลิ้นกลับหายไปตั้งแต่ช่วงเช้า ผมล้มตัวลงนอนบนเตียง ครุ่นคิดว่าเธอจะกลับเมื่อไหร่ แล้วผมจะทำยังไงดีถ้าเรื่องที่กลัวไว้ทั้งหมดเป็นจริงขึ้นมา – เอาน่าพรุ่งนี้คงมีโอกาส ผมปลอบตัวเอง
“ก๊อกๆ” มีเสียงเคาะที่ประตูซอมซ่อหน้าห้อง น่าแปลก ไม่เคยมีใครแวะมาหาผมเลยตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่
ผมเดินไปเปิดประตูอย่างเนือยๆ คิดว่าถ้าเป็นไอ้จ่อยจะซักมันเรื่องภารกิจเมื่อเช้า – แต่ผมคิดผิด คนที่อยู่หน้าประตูเป็น “เธอ”
คุณรู้ไหมว่าผมรู้สึกยังไงตอนนี้? โคตรดีใจเลยล่ะ อย่างน้อยการที่เธอยอมมาหาผม (คนเดียว – ไม่ได้มากับไอ้หมอนั่น) ก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีสำหรับความสัมพันธ์ของสองเรา – ผมบอกคุณไปหรือยังว่าผมโคตร Happy เลย
ถ้าผมฉลาดพอที่จะสังเกตสีหน้าเธอสักนิด คงจะรู้ว่าผมมันคิดไปเอง…
ผมเชื้อเชิญเธอเข้ามาในห้อง อาสาจะหาน้ำให้เธอ แต่เธอก็บอกปัดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนพูดเรื่องของเธอ บอกว่าเธอรู้สึกยังไงในวันนั้น (วันที่ผมนอนกับน้องเมเม่ – In case you forget) ช่วงเวลาที่ขาดหายไประหว่างเราสองคน “เขา″ เข้ามาในชีวิตเธอได้อย่างไร และเธอ… ลืมผมได้อย่างไร
ถ้อยคำของเธอกลายเป็นสัญญาณเสียงที่ไม่มีความหมายสำหรับผม สิ่งต่างๆที่เธอพูดมาไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้ยิน มีเพียงแววตาและท่าทางของเธอเท่านั้นที่ตอบคำถามทั้งหมด – เธอไม่ได้รักผมแล้ว
คุณคงพอจะนึกออกว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร ผมอ้อนวอนเธอด้วยศักดิ์ศรีที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะพึงมี (ผมก็เคยมีสิ่งนั้นอยู่บ้าง) คร่ำครวญถึงความสูญเสียนับแต่เธอจากไป สิ่งที่เธอตอบกลับมามีแต่การส่ายหน้า และน้ำตา เธอรักไอ้หมอนั่น เรื่องของเราเป็นเพียงอดีตไปแล้ว – สมองของผมเข้าใจ แต่ “หัวใจ” มันยังดื้อรั้น
เธอคงหมดความอดทน (และเวทนา) กับการกระทำของผม เธอเดินไปจับลูกบิดทำท่าจะออกไปข้างนอก – ออกไปจากชีวิตผม ตลอดกาล
ผมยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้…
โทสะที่แล่นเป็นริ้วๆบดบังศีลธรรมของผม (ที่มีอยู่น้อยนิด) จนหมดสิ้น ผมล้วงลงไปใต้หมอน หยิบปืนพก 9 มม. ออกมาอย่างรวดเร็วแล้วจ่อไปที่เธอ (ผมลืมบอกไปว่าพ่อของผมเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ท่านกำชับให้ผมพกปืนเวลาไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ – ทีนี้คุณคงหายสงสัยว่าทำไมผมมีอันจะกิน) ผมยอมให้เธอเดินออกไปแบบนี้ไม่ได้ ผมจะไม่ยอมให้เธอออกไปจากชีวิตผม
“คุณทำอะไรน่ะ เป็นบ้าไปแล้วเหรอ” เธอกรีดร้องด้วยความตกใจ แน่ล่ะสิ ตลอดเวลาที่เราคบกัน ผมไม่เคยแสดงออกสักนิดว่าเป็นคนก้าวร้าว – น้ำตาของเธอเริ่มไหลต่อจากที่มันหยุดค้างไว้
“ถ้าคุณเดินออกไปจากห้องนี้ผมจะยิงคุณ ถ้าคุณบอกว่าไม่รักผมหรือคุณรักไอ้หมอนั่นอีกผมก็จะยิงคุณ” มือผมสั่นริกๆ ปืนนี่มันหนักกว่าที่คิดไว้ตั้งเยอะ เอาจริงๆแล้วผมไม่เคยยิงหรอกไอ้ปืนเปินอะไรเนี่ย แค่พกไว้ขู่เฉยๆ แต่ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกใช่ไหม?
ผมฉุดแขนเธอด้วยมือข้างที่เหลือ แล้วลากเธอลงมาที่เตียง อดรีนาลีนที่ไหลพลุ่งพล่านในกายทำให้ผมกลายเป็นบ้าไปแล้ว – ผมบอกคุณหรือยังว่าผมเป็นบ้าไปแล้ว?
เธอล้มลงไปนอนอยู่บนเตียง คราวนี้สถานการณ์กลับกันล่ะ กลายเป็นเธอที่เป็นฝ่ายอ้อนวอนให้ผมวางปืนลง น้ำตาของเธอยังไหลอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นี่ถ้าเธอยังร้องไห้แบบนี้ต่อไปรับรองว่าพรุ่งนี้ต้องตัวแห้งตายแหงๆ
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป อากาศเย็นจากที่ไหนไม่รู้ไหลเข้ามาแทนที่ จะบอกว่าเป็นลมทะเลก็ไม่น่าจะใช่ เมื่อวานยังไม่เย็นขนาดนี้นี่หว่า
“ถ้าฉันโกหกแม้แต่ตัวเอง ฉันก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม… ฉันไม่ได้รักคุณอีกแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ” น้ำเสียงของเธอช่างกล้าหาญยิ่งนัก
“นี่คุณคิดว่าผมไม่กล้ายิงจริงๆอย่างนั้นเหรอ หา″
“ไม่ว่าจะอีกสักกี่ครั้ง… ไม่ว่าจะโดนคุณฆ่าสักอีกกี่ครั้ง” ประโยคสุดท้ายของเธอกลายเป็นเสียงกรีดร้อง ประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินมันไม่ใช่เสียงของเธอแน่ๆ เสียงนั้นมันช่างน่าสยดสยอง เหมือนเสียงของผีตายโหงอย่างไรอย่างนั้น
ผมชะงักและถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่ง…
“ฉันตายได้เพียงครั้งเดียว… ที่รัก” เสียงของเธอมัน… ไม่ใช่ เสียงของมัน
กลิ่นเหม็นชวนอาเจียนไหลตลบอบอวนไปทั่วทั้งห้อง “เธอ” กลายเป็นอะไรไปแล้ว? ผิวขาวๆของเธอซีดลงกระทันหัน หนอนที่ไหนไม่รู้ไชขึ้นมาตามผิวหนัง ผมสาบานได้ว่าเห็นหนอนตัวอ้วนพีไชออกมาทางลูกตาเธอ นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ผมแทบจะอ้วกออกมาทันที ในนาทีนี้สติสัมปชัญญะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการมีชีวิตรอด ผมต้องใช้สัญชาตญาณเท่านั้น ถึงจะพ้นจากผีห่าซาตานตัวนี้ได้ – แล้วผมก็ลั่นไก
โครม!
ร่างของไอ้ผีบ้าตัวนั้นกระเด็นตามแรงอัดของลูกปืนไปกองอยู่ที่พื้น ผมไม่ได้ยิงซ้ำนัดที่สองออกไปหรอกทั้งๆที่อยากจะทำอย่างนั้นใจแทบขาด ยิงแค่ครั้งเดียวมือก็ชาจนแทบจะยกไม่ขึ้นแล้ว – ผมรอดแล้ว ไอ้ผีบ้า มันสมควรตาย
ผมรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปดูซากของมัน แต่ภาพที่ผมเห็นกลับไม่ใช่มัน… “เธอ” โดนยิงเข้าที่คอนอนพับอยู่บนพื้น หลอดลมของเธอขาดกระจุยจากแรงฉีกกระสุน เลือดเป็นลิ่มๆไหลออกมาไม่หยุด เธอยังไม่ตาย แต่ก็คงอีกไม่ช้า…
ผมทิ้งปืนแล้วพยุงร่างเธอขึ้นมา น้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือด นี่ผมทำอะไรลงไป? ฆ่าคนที่ผมรักมากที่สุดเพราะเห็นภาพหลอน พระเจ้า… ถ้าท่านมีจริงช่วยผมด้วย อย่าให้เธอตายอยู่ตรงนี้ ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ พระเจ้า…
เธอพยายามพูดกับผม เธอพูดออกมากระท่อนกระแท่น “ไม่ว่าจะอีกสักกี่ครั้ง… ฉันก็ไม่รักคุณ” แล้วเธอก็คอพับลงไป – เธอสิ้นลมหายใจแล้ว
ผมไม่เหลืออะไรแล้ว…
ผมได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายข้างนอก คงจะได้ยินเสียงปืนกันทั่วทั้งเกาะแล้วล่ะ แต่ผมไม่สนใจ ผมเดินไปหยิบปืน – กระบอกที่มันพรากชีวิตเธอไป ผมนั่งลงข้างๆเธอแล้วเอาปืนกรอกปาก
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมีชีวิตอยู่ ผมกำลังจะตามคุณไป ที่รัก…
เดี๋ยวก่อน…
ในเสี้ยววินาทีที่นิ้วชี้ผมกดลงไปที่ไกปืน ผมกลับจำเรื่องสำคัญที่ผมนึกไม่ออกตอนเช้าได้อย่างแจ่มชัด เหตุผลที่โคนลิ้นผมเป็นแผลทรงกลม เรื่องที่ผมจำอะไรในคืนก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย – เหตุผลทั้งมวลได้เชื่อมต่อกันในเสี้ยววินาทีนี้ เสี้ยววินาทีที่จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายถูกใส่ลงไป
สาเหตุที่ผมจำเรื่องของวันก่อนหน้านี้ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอยู่จริงน่ะสิ – ผมไม่เคยมี “เมื่อวาน”…
“วันหนึ่งของผม” จะเริ่มขึ้นตอนเช้า ผมมีแผลที่โคนลิ้น – แผลจากกระสุนปืนที่ผมเพิ่งเหนี่ยวไกไปเมื่อตะกี้ยังไงล่ะ! แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดกำลังจะจบวันในตอนนี้ วงกลมกลับมาบรรจบกันอีกครา
ผมนับไม่ถูกว่า “วันหนึ่งของผม” วนเวียนมากี่ครั้งแล้วกันแน่
- ตอนเช้า – ผมมีแผลที่โคนลิ้น
- ตอนเช้า – ผมหิวเลยออกไปหาอะไรกิน
- ตอนเช้า – ผมเจอเธอและยังไม่ได้กินอะไร (เพราะกินไม่ได้)
- ตอนสาย/บ่าย/เย็น – ผมทรมานท่ามกลางแสงแดดจนสิ้นวันด้วยความหิวโหย และเสียใจ
- ตอนพลบค่ำ – เธอมาหาผม
- ตอนพลบค่ำ – เธอตอกย้ำว่าไม่รักผมแล้ว
- ตอนพลบค่ำ – ผมฆ่าเธอ
- ตอนพลบค่ำ – ผมกรอกลูกตะกั่วยัดปากตัวเอง
คำพูดของเธอยังคงวนเวียนก้องอยู่ในโสตประสาทของผม “ไม่ว่าจะอีกสักกี่ครั้ง… ฉันก็ไม่รักคุณ” เธอหมายความตามนั้นจริงๆ ไม่ว่าเธอต้องตายด้วยน้ำมือผมอีกสักกี่หน ผมหลงวนเวียนอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? 10ปี 20ปี หรือมากกว่านั้น เมื่อไหร่ที่ผมจะหลุดพ้นจากนรกแห่งนี้เสียที? เมื่อไหร่จะหนีพ้นจากแดนสนธยาแห่งนี้สำเร็จ?
ผมตั้งใจมุ่งมั่น จะต้องจำเรื่องราวของวันนี้ให้ได้ เมื่อ “วันหนึ่งของผม” เริ่มต้นขึ้นใหม่ผมจะไม่ทำผิดอีก ผมจะไม่ยึดติดกับความรัก ผมจะไม่ฆ่าเธออีก ผมจะ…
ตูม
…
เช้าวันใหม่ช่างสดใสเสียจริง…
สายลมที่พัดผ่านราวกับจะห่อห่มให้ความเย็นสบาย คลายความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปทั่วหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ ชาวเล 2-3 คน ทยอยขึ้นมาจากเรือหาปลา สิ่งที่พบเห็นได้ทุกวันบนชายหาดแห่งนี้
หากสวรรค์มีจริง มันก็ต้องอยู่ที่นี่แหละ…