แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนต้น)

Table of Contents

แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน

อีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงวันจันทร์ วันที่ผมเกลียดที่สุด…

ก็ไม่เชิงว่าผมจงเกลียดจงชังอะไรวันนี้หรอก แต่ผมไม่ชอบสิ่งที่ต้องทำในวันจันทร์เท่านั้นแหละ

คิดแล้วยังโมโหไม่หาย ผมเกือบจะฆ่าบอสใหญ่ได้อยู่แล้วเชียว แค่ให้คลาวด์ใช้ลิมิตเบรคอีกครั้งเท่านั้นแหละมันต้องจอดแน่ๆ แม่ดันเข้ามาดึงปลั๊กออกซะอย่างนั้น แม่จะรู้ไหมนะว่ามันลำบากแค่ไหนกว่าจะเล่นมาได้ถึงตรงนี้? ขอแค่อีก 5 นาทีเอง

พอแม่โวยวายจนสมใจก็ไล่ผมไปนอน แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ผมจะเล่นจบกันล่ะเนี่ย กว่าจะได้เล่นอีกทีก็ตั้งศุกร์หน้า

น่าเบื่อชะมัด…

ผมชื่อ “พิชิต” เป็นเด็กมัธยมปลายที่แสนจะธรรมดาคนหนึ่ง เรียนอยู่ในโรงเรียนรัฐธรรมดาๆ มีครอบครัวเป็นชนชั้นกลางธรรมดาๆ (นี่ยังไม่รวมหน้าตาธรรมดาๆเข้าไปด้วย) ชีวิตไม่มีอะไรหวือหวาให้ตื่นเต้น นอกจากการสอบเอ็นทรานซ์กับเกมส์คอนโซลที่ผมชอบ

ถ้าจะหาสิ่งที่ไม่ธรรมดาในตัวผม ก็คงมีอยู่เรื่องเดียว เรื่องที่ผมไม่ชอบเข้าสังคม…

ตั้งแต่จำความได้ผมก็สื่อสารกับคนอื่นไม่ค่อยเก่ง ผมไม่เคยวิ่งเล่นกับเด็กแถวบ้าน แทบจะนับคนแถวนี้ที่รู้จักผมได้เลย ที่โรงเรียนก็เหมือนกัน ผมไม่ค่อยได้สุงสิงกับใครเท่าไหร่หรอก จะมีก็แต่เพื่อนที่ชอบเกมส์เหมือนๆกัน แต่ผมก็ไม่ชอบเล่นเกมส์ที่มีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคนหรอกนะ

บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้เป็นโอตาคุ หรือเด็กเก็บกดอะไรแบบนั้นนะครับ เวลาอยู่ที่โรงเรียนก็พูดคุยกับเพื่อนในห้องตามปกติ (ถ้าเขาเริ่มสนทนาก่อน) กับอาจารย์ก็ไม่เคยทำตัวมีปัญหาอะไร แล้วผมก็ไม่เคยโดนรังแกจากพวกหัวโจก ผมรู้ดีว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะไม่เป็นจุดสนใจ

ต้องทำอย่างไรถึงจะกลายเป็นเงาที่ไม่มีใครมองเห็น…

มีคนเคยกล่าวไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม – ไม่แปลกไอ้หมอนั่นยังไม่เคยเจอผม คิดถึงตอนนี้แล้วผมก็ผลอยหลับไป

ติ๊ดๆๆๆ

“… ขอต่ออีก 5 นาทีน่า″ ผมพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียกับนาฬิกาปลุก – ก็มีแต่ไอ้เจ้านี่แหละที่ผมคุยด้วยอย่างสนิทใจทุกวัน

“เฮ้ย นี่มัน 9 โมงแล้วนี่หว่า ตายหอง” เข็มนาฬิกาสั้น-ยาว สื่อความหมายออกมาว่าเลยเวลาเข้าเรียนคาบแรกไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมแม่ไม่ปลุกผมนะ? ปกติถ้าผมไม่ยอมลุกจากที่นอนแม่ต้องตะโกนขึ้นมาปลุกแล้วนี่หน่า?

สมองของผมหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง ถ้าไปโรงเรียนสายล่ะก็โดนแม่เอ็ดหูชาแน่ๆ แต่มาคิดอีกทีวันนี้มีเรียนพละตอนเช้า – วิชาที่ทำให้ผมไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ต้องรีบมากก็ได้มั้ง ไหนๆก็ต้องโดนด่าอยู่แล้ว

ผมอาบน้ำแต่งตัวอย่างลวกๆแล้วรีบออกจากบ้านด้วยความเร็วชนิดที่เรียกว่าจดสถิติกินเนสบุ๊กได้เลย

“ไปแล้วนะคร้าบ” แปลก ไม่มีเสียงแม่ตอบรับเหมือนอย่างเคย ช่างมันเถอะแม่คงจะยุ่งกับงานบ้านแต่เช้าเหมือนทุกวัน

สองทางเท้าข้างถนนยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนเหมือนทุกวัน พวกแม่บ้านจับกลุ่มนินทากันแต่เช้า ไม่เบื่อกันบ้างหรือยังไงนะ? ตรงหัวมุมถนนมีเด็กโรงเรียนเดียวกับผม – อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ไปโรงเรียนสายคนเดียว

การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมันสนุกตรงไหน? เป็นฟันเฟืองเล็กๆที่หมุนไปตามเฟืองอื่นๆประกอบกันจนกลายเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สังคม” แค่คิดผมก็สะอิดสะเอียนแล้ว – ถึงจะปากดีไปอย่างนั้นแต่ผมก็ยอมรับว่าต้องทำตามกฎเกณฑ์ของมันอยู่ เมื่อไหร่กันหนอที่ผมจะหนีมันไปให้พ้นๆได้ซะที บางทีพอเรียนจบมีงานทำแล้วผมคงมีอิสระมากกว่านี้

ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามประสา แล้วก็เดินมาถึงทางม้าลาย นักเรียนกลุ่มเมื่อครู่เพิ่งข้ามถนนไปไม่นาน ผมวิ่งตามไปหวังว่าไฟจราจรจะยังไม่เปลี่ยนสี

รถเก๋งคันหนึ่งออกตัว ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินด้วยความย่ามใจ (ก็มันทางม้าลายนี่หว่า มีไว้ให้คนข้ามไม่ใช่ให้รถวิ่ง) แต่รถคันนั้นไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วลง แย่แน่ๆ ถ้าผมไม่หลบต้องโดนชนแหงๆ

เฮ้ย มันเอาจริง!!

ด้วยความตกใจ ผมวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อหลบไอ้รถบ้าคันนั้น – รถคันที่เหลือวิ่งตามกันมาเป็นฝูง ผมเลยต้องวิ่งหน้าตั้งจนกระทั่งมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของถนน

ไม่มีเสียงแตรบีบไล่ ไม่มีเสียงร้องด้วยความตกใจของใครทั้งนั้น…

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่? ปกติเหตุการณ์แบบนี้ต้องมีคนโวยวายไม่คนก็สองคนไม่ใช่หรือ แต่นี่พวกแม่บ้านก็ยังเม้าท์กันสนุกสนานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มนักเรียนข้างหน้าก็ไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ผมเกือบจะชนพวกเขาอยู่แล้ว อย่างกับ…

ไม่มีใครมองเห็นผมอย่างนั้นแหละ

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่?

One Trackback

  1. [...] (ขนาดยาว) ชื่อจุดดับของตัวตน – [...]

Post a Comment

Your email is never published nor shared. Required fields are marked *

*
*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>