Table of Contents
สารบัญ
- แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนต้น)
- แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนปลาย)
- แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนส่งท้าย)
ถ้าคุณเป็นผม คุณจะทำยังไง?
ก. เรียกคนที่อยู่ข้างหน้าแล้วถามว่า “คุณๆ เห็นผมไหม?”
ข. ตะโกนโวยวายเหมือนคนบ้า แล้วตามด้วยข้อ ก.
ค. ต่อยคนที่อยู่ข้างหน้า แล้วตามด้วยข้อ ข.
ง. ไปโรงเรียน
ผมยังไม่บ้า ผมเลือกข้อ ง.
ถึงแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะแปลกประหลาดยังไง ผมก็ไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่นหรอก คิดดูสิจะน่าอายแค่ไหนถ้าคนข้างหน้าหันมามองแปลกๆจากคำถามไร้สติพรรณนั้น? ผมตัดสินใจเดินไปโรงเรียนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นี่ผมถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวมาระหว่างที่นอนหลับหรือเปล่า? หรือว่าที่นี่เป็นอีกมิติหนึ่งที่ผมกลายเป็นมนุษย์ล่องหน – บ้าน่าก็ผมยังเห็นตัวเองอยู่นี่เลย จะเป็นมนุษย์ล่องหนไปได้ยังไง หรือว่าผมกำลังฝันอยู่? – ลองหยิกแก้มตัวเองก็เจ็บนี่หว่า หรือว่า…
ผมคิดโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย พวกผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเล่นเกมส์ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ เล่นแล้วจะทำให้โง่ สู้เอาเวาลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า – ก็คิดได้แค่นี้ถึงได้ห้อยจตุคามกันทั่วบ้านทั่วเมือง เห็นต้นไม้แปลกๆก็ไปขูดขอหวยกัน ถ้าต้องโตมาเป็นผู้ใหญ่ฉลาดๆแบบนั้น ผมยอมโง่อยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว – นี่ผมนอกเรื่องแล้วใช่ไหมเนี่ย?
รู้สึกตัวอีกทีผมก็มายืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนแล้ว ผมโล่งใจที่เห็นประตู รั้ว ทุกอย่างยังเหมือนเมื่อวันศุกร์ – เท่านี้ก็ตัดสมมุติฐานที่ผมโดนลักพาตัวจากมนุษย์ต่างดาวไปได้ข้อนึงล่ะ
ไม่มีอาจารย์ฝ่ายปกครองรอเด็กมาสายเหมือนเคย – ผมชักไม่แน่ใจละว่าฝันไปหรือเปล่า
โชคดีจริงๆที่ไม่ต้องมีประวัติกับฝ่ายปกครอง ถูกเรียกมาตักเตือนเพราะลูกชายมาโรงเรียนสายไม่อยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทำประจำวันของแม่แน่ๆ
ผมเดินหลบๆ เลาะไปตามทางเดินจนกระทั่งถึงโรงยิม นั่นไงกำลังแข่งบาสกันอยู่เลย เช้านี้ทีมผมมีแข่งแมตซ์แรกเสียด้วย แต่ถึงผมจะลงหรือไม่ลงก็คงไม่ต่างอะไรกัน เอานักกีฬาพาราลิมปิคมาแข่งแทนผมยังดีซะกว่า
แปลก… ทำไมทีมที่แข่งไม่ใช่ทีมผมล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้นไอ้พวกที่วิ่งไล่กันอยู่ในสนามไม่มีคนที่ผมรู้จักซักคน นี่ผมเบลอจนลืมตารางเรียนแล้วหรือนี่ ผมหันซ้ายหันขวาสำรวจคนในชั้น
ไม่มี ไม่มี ไม่มี…
ไม่มีคนที่ผมรู้จักซักคน ที่สำคัญผมไม่คุ้นหน้าคนพวกนี้ซักกะคน ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยเห็นคนพวกนี้มาก่อนตลอดเวลา 5 ปีกว่าๆที่เรียนมา (การจำหน้าคนที่คุณไม่อยากคุยด้วย ช่วยให้คุณเลี่ยงการสนทนาง่ายขึ้น) อย่าบอกนะว่าพวกนี้เพิ่งยกพวกกันย้ายโรงเรียนมาวันนี้วันแรก – นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
ตอนนี้ผมเลือกข้อ ก.
“นี่นาย นายคนนั้นน่ะ”
“เธอๆ นี่คาบพละของห้อง 6/9 หรือเปล่า?”
“เฮ้ ยู้ฮูว คุณครูครับ ได้ยินผมไหม?”
เปล่าประโยชน์ ไม่มีคนได้ยินผมเลย ผมแข็งใจฝืนธรรมชาติของตนเอง เดินเข้าไปแตะไหล่นักเรียนคนหนึ่งซึ่งกำลังเชียร์คนในสนามอย่างออกรส
ไม่ได้ผล นายคนนั้นไม่หันมามองผม ถึงผมจะพยายามทั้งดึงทั้งดัน จนเกือบจะกระชากคอเสื้อหมอนั่นมาตะโกนใส่หน้าแล้วก็ตาม หมอนั่น – ไม่สิ ทุกคน – ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของผมเลย สาบานได้ว่าผมตะโกนจนคอเจ็บไปหมดแล้ว
เหงื่อเย็นเฉียบไหลมาตามหน้าผาก…
ผมน่าจะรู้แล้วว่ามันไม่ปกติตั้งแต่บนถนนนั่นแล้ว จะบอกว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นก็ชักจะเลยเถิดเกินไปที่คนไม่รู้จักจะพร้อมใจกันเมินหน้าผม
ผมกลัว…
สมมุติฐานเรื่องมนุษย์ล่องหนวนเวียนกลับมาในสมองของผมอีกครั้ง ผมวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ตรงดิ่งไปหากระจกที่ใกล้ที่สุด – ห้องน้ำชายบนใต้โรงยิม
ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรนอกจากจะส่องกระจกดู อย่างน้อยถ้ายังเห็นตัวเองในกระจกก็พอจะตัดสมมุติฐานเพ้อเจ้อนั่นออกไปได้ – ข้อแตกต่างระหว่างสิ่งเลวร้ายในชีวิตกับสิ่งดีๆมันอยู่ตรงนี้แหละ มันมักมาพร้อมๆกันเหมือนจะซัดเราให้หมอบ
ผมไม่เห็นตัวเองในกระจก…
ผมตกใจแทบล้มทั้งยืน ถ้าผมเป็นพวกขวัญอ่อนต้องกรีดร้องไม่เป็นภาษามนุษย์แล้วแน่ๆ (แต่ถึงร้องไปก็ไม่มีใครได้ยินอยู่ดี) ก็ยืนอยู่ตรงหน้ากระจกแท้ๆ แล้วภาพที่สะท้อนมาทำไมมีแค่กระเบื้องข้างหลังล่ะ?
ผมกลัว…
คราวนี้ไม่ใช่แค่กลัวเพียงอย่างเดียว อดรีนาลีนในร่างกายมันสั่งให้ผมทำสิ่งที่ไม่เคยอยู่แม้แต่ในจินตนาการ – ผมอุ้มกระถางนอกห้องน้ำทุ่มใส่กระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ
ถึงตรงนี้คุณคงคิดว่าผมบ้าไปแล้ว – ยังหรอก ผมยังไม่บ้า แค่เกือบๆ…
ยังมีอีกสมมุติฐานหนึ่งนอกเหนือจากที่ผมกลายเป็นมนุษย์ล่องหนในชั่วข้ามคืน – นั่นคือผมตายไปแล้ว…
อาจจะฟังเพ้อเจ้อเหมือนนิยายผี – การเล่นเกมส์สอนให้ผมคิดนอกกรอบอย่างนี้แหละ ในวินาทีนี้ผมไม่สนใจแล้วว่ามันจะเป็นยังไง ขอเพียง… ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ผมยังไม่ตายก็พอแล้ว
เลือดอุ่นๆไหลออกมาตามรอยแผลที่ปริออกที่แขน ผมใช้เศษกระจกกรีดแขนตัวเอง
ผมเจ็บ…
เอาล่ะน่า อย่างน้อยก็พอจะพิสูจน์ได้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ความเจ็บกับเลือดที่ไหลนองเป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอด – เลือดเหรอ? แล้วเลือดไปไหน? แผลที่แขนล่ะ มันหายไปได้ยังไง? แขนผม… แขนผมหายไปไหนแล้ว
ขณะที่ใจผมจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวด มันก็จางหายไปราวกับเรื่องโกหก พอผมมองมาที่แขนอีกที แขนผมก็หายไปแล้ว เท้าผม ตัวผม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเป็นผมมันค่อยๆเลือนหายไปจากครรลองสายตา – ผมมองไม่เห็นตัวเองอีกต่อไป
ผมกลัว…
ผมวิ่งออกจากที่นี่ ขาทั้งสองข้าง (ถ้ามันยังมีอยู่) พาผมไปอย่างไร้จุดหมาย ถึงผมจะมองไม่เห็นตัวเอง แต่ก็รู้สึกได้ว่าผมยังอยู่ที่ตรงนี้ นายพิชิตยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ในที่สุดผมก็เหนื่อยหอบ ไม่มีเหงื่อไหลออกมาให้เห็น อย่างน้อยถ้าผมยังเหนื่อยได้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีจริงไหม?
ผมหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง วันนี้ไม่มีอะไรให้ต้องรีบร้อนอีกแล้ว ถ้าผมจะโดดเรียนสักวันคงไม่มีใครรู้หรอก ขนาดผมยังมองไม่เห็นตัวเองเลย น่าตลกซะไม่มี
หรือนี่เป็นผลมาจากความปรารถนาของตัวผมเอง?
ผมเฝ้าฝันวันที่ไม่ต้องอยู่ในสังคม วันที่ผมไม่ต้องติดต่อสื่อสารกับใครให้มากความ อยู่กับตัวเองกับสิ่งที่อยากทำ ผมคิดเสมอว่าจะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งไม่มีใครรู้จักผม ไม่มีคนโกรธ เกลียด รัก ใส่ใจ – วันนี้ผมรู้แล้วว่าถ้าวันนั้นมาถึงจะเป็นอย่างไร
ผมกลัว…
ผมต้องการแค่ใครสักคนอยู่ข้างๆเวลานี้ ผมรู้แล้วว่าที่จริงผมแค่เกลียดการแสดงออก แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้คนอื่นเห็น ผมไม่เคยบอกรักแม่สักคำ ไม่เคยเลย… ตอนนี้ผมคิดถึงแม่
เบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากมาย มันให้ร่มเงาแก่ผู้ที่ผ่านไปผ่านมานานนับทศวรรษ
“เจ้าต้นไม้ ถึงเจ้าจะไปไหนมาไหนไม่ได้อย่างฉัน แต่อย่างน้อยทุกคนก็รู้ว่าเจ้ายังอยู่ตรงนี้ ถึงทุกคนจะไม่เห็นคุณค่าในตัวเจ้าแต่เขาก็รู้ว่าเจ้ามีตัวตน… ฉันสิ ไปไหนมาไหนได้สบาย แต่กลับไม่มีสักคนสำเหนียกถึงตัวตนของฉัน แม้แต่ตัวเองฉันยังมองไม่เห็นเลย น่าตลกไหมล่ะ” น้ำอุ่นๆไหลออกมาจากสองตา นี่ผมกำลังคุยกับต้นไม้หรือนี่
ตัวตนเหรอ แล้วผมมีตัวตนจริงๆหรือ? ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีตัวตนถ้าไม่มีแม้สักคนบอกว่าตัวผมมีอยู่จริง?
ผมกลัว…
ณ วินาทีนั้น “ตัวตน” ของนายพิชิตก็แตกดับอย่างสมบูรณ์