Table of Contents
สารบัญ
- แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนต้น)
- แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนปลาย)
- แดนสนธยา: จุดดับของตัวตน (ตอนส่งท้าย)
เวลานี้สายเกินกว่าที่พระทั่วไปจะเริ่มกิจของสงฆ์ เฉกเช่นการบิณฑบาต หากแต่พระรูปนี้ยังคงไม่เสร็จกิจ ซึ่งมีเพียงท่านเท่านั้นจะทำได้ ท่านอุ้มบาตรอย่างมีจุดมุ่งหมาย ไปยังบ้านหลังหนึ่งใกล้โรงเรียนมัธยม
บ้านสองชั้นที่ปลูกติดกันเป็นตับเป็นสถานที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางทั่วๆไปที่พบเห็นได้อย่างชินตา มีเพียงบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีลักษณะผิดแปลกไปจากบริเวณรอบๆ บ้านหลังนี้มีร่องรอยไฟไหม้และถูกทิ้งร้าง มีหญิงวัยกลางคนนั่งเหม่อตรงหน้าบ้าน โดยมีชายอายุไล่เลี่ยกันยืนมองอย่างหดหู่อยู่ข้างๆ
ฝ่ายชายเมื่อเห็นภิกษุเดินผ่านมาก็ยกมือไหว้และสะกิดให้ผู้หญิงทำตาม
“เจริญพรเถอะโยม” เสียงของท่านสดใสกังวานราวจะขับไล่ความหมองหม่นในจิตใจของคนทั้งสอง
“อาตมาผ่านมาทางนี้หลายครั้ง สังเกตเห็นโยมทั้งสองท่าทางเป็นทุกข์… โยมพอจะบอกกล่าวให้ทราบได้หรือไม่?”
ฝ่ายชายสบตาหญิงสาว เธอพยักหน้า เขาจึงพูดขึ้น “ลูกชายของเราหายไปจากบ้านเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราไม่เจอเขาอีกเลยตั้งแต่คืนนั้น…”
หญิงผู้เป็นภรรยาหลับตาด้วยความขมขื่น สามีเริ่มเล่าต่อ
“คืนนั้นผมกลับบ้านดึกตามปกติ กลับมาก็เห็นไฟลุกโพลงท่วมบ้านทั้งหลัง ผมตกใจมากรีบวิ่งเข้าไปช่วยภรรยากับลูกชาย ตอนนั้นตกใจจนลืมแจ้งหน่วยดับเพลิง ผมพบภรรยาในห้องนอนสลบไม่ได้สติเลยแบกออกมา แต่พอเข้าไปในห้องลูกชาย… ผมไม่พบเขา ไม่เจอใครเลย”
“พวกเพื่อนบ้านก็เหลือเกิน แทนที่เห็นไฟไหม้แล้วจะช่วยกัน กลับมามุงดูอยู่เฉยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเองอย่างนั้นแหละ สังคมสมัยนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด”
ภรรยาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง “ฉันเป็นคนไล่เขาไปนอนเองค่ะ ตาหนูติดนิสัยชอบเล่นเกมส์จนดึกดื่นต้องให้ฉันไล่ไปนอนทุกที ตอนนั้นฉันเห็นกับตาว่าแกขึ้นไปนอนแล้วแน่ๆ” เธอเริ่มร้องไห้เสียงสั่น
“โยมทั้งสอง…” พระถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ลูกชายของโยมเสียแล้วตั้งแต่ไฟไหม้ครั้งนั้น”
“เป็นไปไม่ได้! ผมแน่ใจว่าไม่เห็นใครอยู่ในห้องนั้นแน่ๆ” สามีส่งเสียงดัง
“ตาเนื้อเห็นทุกสิ่งที่วางอยู่ในครรลองสายตา ต่างกับตาใจที่เห็นเฉพาะสิ่งที่จิตอยากเห็นนะโยม”
“ทุกคนย่อมมีหนทางของตนเอง วิญญาณของลูกชายโยมหลับไหลมาเป็นเวลา 5 ปีอาจเป็นเพราะเขามีสิ่งอันเป็นกังวล – เมื่อครู่อาตมาเห็นเขาเดินออกมาจากบ้านของโยมทั้งสอง อาตมาจึงคิดว่าเวลาที่หยุดมานานน่าจะได้เวลาเริ่มต้นอีกครั้ง”
“หลวงพ่อเห็นลูกชายของฉันหรือคะ? เมื่อไหร่ แล้วทำไมฉันไม่เห็นเขาเลยล่ะ?”
“ดังที่อาตมากล่าว ทุกคนย่อมมีหนทางของตนเอง สาเหตุที่โยมไม่เห็นลูกชายเป็นเพราะเส้นทางของเขากับโยมทั้งสองมันแตกต่างกัน”
“วิญญาณที่สิ้นใจโดยไม่รู้ตัวมาก่อนจะกลายเป็นสัมภเวสีวนเวียนอยู่ในโลกของตนเอง มันอาจจะเป็นสวรรค์หรือนรกก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตและกรรมแต่หนหลังของคนเหล่านั้น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่าง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จะยังอยู่ครบถ้วนทุกประการ… เว้นแต่เจ้าของดินแดนจะไม่ประสงค์เช่นนั้น ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม…”
“อาตมาเพ่งจิตพบลูกชายของโยมทั้งสองที่สวนสาธารณะใกล้ๆ อาตมาจึงเข้าไปพูดคุยให้เขาเข้าใจสภาพของตน เขาสับสนมากแต่ก็เข้าใจ และไปดีในที่สุด”
“ตาหนูลูกแม่” สามีกุมมือภรรยาที่ร้องไห้อย่างไม่สนใจใคร แววตาของเขาส่งความขอบคุณมาให้ภิกษุที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“อีกอย่างหนึ่ง…”
“พวกโยมทั้งสองรู้เรื่องลูกชายแล้วก็คงสบายใจขึ้นแล้ว อาตมาอยากจะขอบิณฑบาตร”
จงไปสู่สุคติ…
ภิกษุแผ่เมตตาให้สัมภเวสีทั้งสองอยู่เนิ่นนาน ถึงเช้านี้ต้องอาบัติเพราะผิดศีลข้อสอง แต่มันก็คุ้มค่าที่จะช่วยปลดปล่อยพันธนาการวิญญาณหลงทางให้เดินไปตามทางที่ถูกที่ควร ให้พ้นจากแดนสนธยา
ท่านยังเสียดายที่ไม่อาจช่วยวิญญาณเด็กชายให้พ้นจากการแตกดับได้… จะช่วยได้อย่างไรเมื่อ “ดินแดน” ของเขาไม่มีทางเชื่อมต่อให้เข้าไปได้เลย วิญญาณที่น่าสงสาร
ภิกษุอุ้มบาตรเยื้องย่างกลับไปยังที่ที่ท่านจากมา…
5 Comments
Test Comment
ทดสอบคอมเม้นต์
อืม รูปหายหมดเลยแฮะ -_-’
Halo
Aloha
always follow up your crazy imagination
Take care