แดนสนธยา: คำสัญญา (ตอนกลาง)

Table of Contents

ring_of_promise

ในขณะที่ผมกำลังสาละวนอยู่กับความคิดของตัวเอง ประตูห้องก็เปิดออก นำชายแปลกหน้าสองคนเข้ามา หนึ่งในนั้นสวมชุดกาวน์สีขาว – น่าจะเป็นหมอสัญชัยที่พยาบาลพูดถึงเมื่อครู่ ส่วนชายอีกคนหน้าตาคุ้นๆ คลับคล้ายคลับคลาว่าผมจะรู้จักเขามาก่อนแต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออก

หมอเข้ามาตรวจวัดเครื่องมือที่ตั้งเหนือเตียง (ผมเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่าร่างกายของผมมีสายโน่นนี่โยงใยอยู่เต็มไปหมด) แล้วก็ชวนผมคุยเรื่อยเปื่อย แรกๆก็ถามเรื่องชื่อ (เอาอีกคนแล้ว) แล้ววนเวียนไปเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับผม เช่นพ่อแม่เป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร? บางครั้งก็ถามคำถามเดิมซ้ำๆ – ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าผมหรือหมอกันแน่ที่สติไม่สมประกอบ

ครู่ต่อมาหมอสั่งให้ผมลองขยับร่างกาย ผมเลยแกล้งยกมือขวาขึ้นมาทำท่าวันทยาหัตถ์แบบลูกเสือสำรองเสียเลย – หมอทำท่าตกใจ (รู้อย่างนี้น่าจะแกล้งลุกขึ้นมาเต้นเสียให้เข็ด) แล้วหันไปคุยกับชายอีกคน

ผมคิดถึงพิม…

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากกว่าสามปีหลังออกจากบ้านคืนนั้น ผมก็กลับไปตามหาหัวใจที่หายไปที่เชียงราย พิมยังคงเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆอย่างในชีวิตของผมเปลี่ยนไป แต่ผมก็มั่นใจว่าความรักที่มีให้เธอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ผมไปขอพิมแต่งงาน…

พ่อของพิมไล่ตะเพิดผมเหมือนหมูเหมือนหมา ผมเกือบจะถอดใจ แต่ทุกครั้งที่ผมมองเข้าไปในดวงตาของเธอ กำลังใจที่เหือดหายก็กลับมาเต็มใหม่ทุกครั้ง แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องบางเรื่องต่อให้เราพยายามสักเท่าไหร่มันก็ไม่มีทางสำเร็จ หากอีกฝ่ายไม่ยอมเปิดใจ

พิมหนีตามผมมาอยู่ที่กรุงเทพ…

พิมตัดสินใจหนีตามมาอยู่กับผม ผมทัดทานเท่าไหร่เธอก็ยังยืนกรานความคิดเดิม (นี่แหละหนาเด็กหญิงพิมพา) ฐานะที่กรุงเทพของผมก็ใช่ว่าดีอะไรนักหนา มีเพียงเงินเก็บไม่มากนักจากงานเก่าๆที่ผมเคยทำ กับที่ซุกหัวนอนที่ได้จากความเมตตาของอดีตหัวหน้า เราสองคนกัดก้อนเกลือกินไปตามประสา – มีก็แค่เพียงหัวใจสองดวงที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และความรักที่คอยชโลมจิตใจให้สู้ต่อไปได้วันชนวัน

จากวันนั้นผมสาบานกับตัวเองว่าจะทำทุกทางให้พิมมีความสุข ผมใช้เงินเก็บเท่าที่มีตั้งตัวค้าขาย อาบเหงื่อต่างน้ำทุกวันเพื่อดิ้นรนให้ธุรกิจอยู่รอด เราทั้งสองคนอดหอมรอมริบตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินออกไปแทบทุกอย่าง พิมไม่ปริปากบ่นสักคำถึงความยากลำบากที่ได้รับ – เธอเป็นกำลังใจให้ผมก้าวเดินต่อไป

จนกระทั่งสามวันก่อน…

เหมือนฟ้าล่มสลายต่อหน้าต่อตา ลูกจ้างที่ผมไว้ใจเชิดเงินในลิ้นชักไปจนเกลี้ยง อีกไม่กี่วันจะถึงกำหนดที่เราต้องจ่ายค่าสินค้าให้เถ้าแก่อยู่แล้ว ผมคิดจนหัวแทบระเบิดถึงหนทางที่จะไปต่อ จนพาลไปลงกับพิม หาว่าเป็นเพราะเธอดูแลบ้านไม่ดีจนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น – มันไม่ใช่ความผิดของเธอสักนิด ใช่ ผมรู้

ผมเที่ยวไปกู้หนี้ยืมสินคนรู้จัก บากหน้าไปขอความช่วยเหลือเขาไปทั่ว ผมเครียดมากจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนหลายวันติดกัน

แล้วเรื่องราวก็มาจบลงที่โรงพยาบาลแห่งนี้…

หรือพิมจะโกรธจนหนีกลับเชียงรายไปแล้ว? ข้อมูลที่ได้จากนางพยาบาลบ่งชี้ไปในทิศทางนั้นแน่นอน ผมจะทำอย่างไรดี?

ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับผมเท่าเธออีกแล้ว ผมจะต้องไปพบเธอ ขอโทษกับคำพูดโง่ๆของผม ผมต้อง… – ไปเชียงราย

หมอขอตัวออกจากห้องไปพร้อมพยาบาล ทิ้งชายแปลกหน้าวัยกลางคนเอาไว้ เขามองมาทางผมด้วยแววตาที่คุ้นเคย ผมบอกไม่ถูกว่ามันสื่อความหมายใดออกมาบ้าง ชื่นชม เคารพ หวาดกลัว – เหมือนมันจะปนๆกันอยู่

“คุณชื่อ…” ผมเริ่มต้นบทสนทนา

“ยอดรัก เรียกว่า รัก ก็ได้ครับ”

ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อย่อ ปกติเวลามีชื่อสองพยางค์คนเรามักจะเรียกพยางค์แรกไม่ใช่หรือ? ชื่อ “รัก” ฟังจั๊กจี๊ยังไงพิลึกสำหรับผู้ชาย – ช่างเถอะ ทีผมยังเรียกตัวเองว่า “ชาย” ได้เลยนี่นา

“คุณรักเห็นพิมบ้างไหมครับ?” ผมแย้บถาม

“… พิมพาไม่อยู่ที่นี่หรอกครับ เธออยู่ที่เชียงราย” ยอดรักหรือคุณรักตอบกลับมาแบบไม่เต็มเสียง

“ขอโทษทีนะครับ เรารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ผมเป็นญาติห่างๆกับพิมพาน่ะครับ”

“พิมพาฝากคุณไว้กับผม เธอขอให้คุณดูแลตัวเองให้แข็งแรง เธอสบายดีอยู่ที่เชียงราย ไม่ต้องเป็นห่วง” ยอดรักหลบตาผม

ถึงผมไม่ใช่นักสืบแต่ก็บอกได้ทันทีว่าหมอนี่โกหก ตอนที่พูดคำว่า “สบายดี” เขาหลบตาผมด้วยซ้ำ – ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับพิมแน่ๆ หรือโรคเก่าของพิมจะกำเริบจนต้องกลับบ้านที่เชียงราย?

ผมเหลือบไปเห็นกระเป๋าสตางค์ของชายผู้นี้ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ สงสัยเขาจะหยิบมันออกมาตอนสนทนากับหมอเมื่อครู่แล้วลืมเก็บ เล่นถามตอบอยู่แบบนี้ไม่มีทางรู้ความจริงแน่ – ผมมีแผน

“ผม ป ว ด หั ว”

ผมเอาสองมือกุมขมับ (อ้าว นี่ผมหัวโล้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่สำคัญมีผ้าพันแผลโพกอยู่อีกต่างหาก)

ยอดรักสีหน้าแตกตื่น ผมกำชับให้เขาไปตามหมอ ระหว่างที่หมอนั่นวิ่งแจ้นไป ผมก็กระชากสายที่ติดตามตัวทิ้ง คว้ากระเป๋าสตางค์ แล้วเผ่น!

ผมล๊อกประตูห้องด้วยลูกบิดด้านใน จากนั้นเดินอ้อมไปแถวเคาเตอร์จ่ายยาของผู้ป่วยนอก – ยอดรักกับคุณหมอคงเสียเวลาสักพักกว่าจะรู้ว่าคนไข้หนีไปแล้ว

ผมรอเวลาที่คนไข้กับครอบครัวหนึ่งเดินออกจากโรงพยาบาล ผมเดินออกไปพร้อมคนเหล่านั้น

ใช้เวลาไม่นานกับการหาเสื้อผ้าใหม่มาเปลี่ยนจากห้างสรรพสินค้าในละแวกนั้น โชคดีเหลือเกินที่ยอดรักพกเงินเหลือเฟือ พอเป็นค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางของผม

การเดินทางสู่เชียงราย…

Post a Comment

Your email is never published nor shared. Required fields are marked *

*
*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>