Table of Contents
สารบัญ
- แดนสนธยา: คำสัญญา (ตอนต้น)
- แดนสนธยา: คำสัญญา (ตอนกลาง)
- แดนสนธยา: คำสัญญา (ตอนปลาย)
- แดนสนธยา: คำสัญญา (ตอนส่งท้าย)
นั่งรถไฟไปเชียงรายไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักถ้าเทียบกับเวลาที่เสียไป แต่มันก็เป็นทางเดียวที่ผมคิดออกในตอนนี้…
นึกย้อนไปถึงวันที่จากบ้านมา ผมเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็นบ่ายหน้าเข้าสู่แสงสีในเมืองกรุง ในครั้งนั้นมีเพียงน้าชายที่เป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายที่มี ผมนั่งรถไฟจากเชียงรายมา เหมือนครั้งนี้ที่ผมกำลังจะกลับไป
รถไฟยังคงแล่นไปเรื่อยๆ…
พ่อไม่ค่อยพูดถึงน้องชายคนนี้มากนัก น้ามาเยี่ยมพวกเราไม่กี่ครั้งตั้งแต่ผมจำความได้ ทุกครั้งจะมีของเล่นแปลกๆมากำนัลผม และเครื่องประดับทำจากลูกปัดสวยๆมาให้พี่สาวเสมอ ผมเคยถามพ่อว่าน้าทำงานอะไร – พ่อไม่เคยตอบ
น้าเป็นพวกอันธพาล…
จะพูดว่าน้าเป็นคนอันธพาลก็ไม่ถูกเสียทีเดียว น้าไม่เคยโวยวายหรือทำร้ายร่างกายผมสักครั้งตั้งแต่ผมมาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพ แต่สิ่งที่น้าทำมาหาเลี้ยงชีพก็หนีคำว่าอันธพาลไปไม่พ้น
น้าเป็นลูกน้องเจ้าพ่อคนหนึ่ง สิ่งที่น้าต้องทำไม่มีอะไรมาก แค่คุมบ่อน
หลังจากที่ตั้งหลักได้ ผมก็เริ่มช่วยน้าทำบัญชีในบ่อน (อย่างไม่เต็มใจนัก) ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในชั้นมัธยมปลายกอปรกับความช่างสังเกตและการลองผิดลองถูก ทำให้ผมเขยิบฐานะจากผู้อยู่อาศัยมาเป็นลูกน้องคนหนึ่งในบ่อน – จำได้ไหมว่าผมหัวไว
แสงสีและความศิวิไลของเมืองหลวงเปลี่ยนเด็กบ้านนอกให้กลายเป็นคนกรุงไปอย่างสนิทใจ ผมลืมความยากลำบากในวัยเด็กไปจนสิ้น การมีเงินให้ใช้ไม่ขาดสายจากการเป็นคนโปรดของเจ้าพ่อทำให้ผมไม่คิดจะขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาอีก สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นผมแทบจะลืมพิมไปแล้วด้วยซ้ำ
จนกระทั่งมาเจอพี่สาวอีกครั้ง ภายในซ่อง…
บอกตามตรงว่าตอนนั้นผมมึนไปหมด การหนีออกจากบ้านไม่อาจเปลี่ยนการตัดสินใจของพี่สาวได้เลยหรือ? ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องมาทำเรื่องระยำแบบนี้อีก – หรือว่ามี?
พี่สาวผมหลงรักแมงดา…
หลังจากพูดคุยกันหลายครั้ง (รวมทั้งทะเลาะ) พี่ก็เฉลยว่าเธอหลงรักคนเมืองที่ไปเที่ยวเชียงรายเมื่อสามปีก่อน ไอ้หมอนั่นใช้เล่ห์และสเน่ห์ชาวกรุงหลอกพี่สาวผมซะอยู่หมัด มันคิดแผนให้เธอได้ไปอยู่กรุงเทพด้วยการหลอกที่บ้านว่าจะไปขายตัว เพื่อจะได้มีเหตุผลไว้อ้างให้ไม่ต้องกลับมาที่บ้านอีก ส่วนมันจะส่งเงินมาให้ที่บ้านเพื่อไม่ให้คนสงสัย – พี่เชื่อมันหมดใจ
สุดท้ายไอ้ระยำนั่นก็พาพี่มาขายตัวจริงๆ…
ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่สาวอยากออกจากบ้านมากขนาดไหนจนกระทั่งได้ยินจากปากเจ้าตัว ผมไม่เคยรับรู้ความทุกข์ที่เธอได้รับจากการเอาเปรียบของน้องชายร่วมสายเลือด ผมได้ทุกอย่าง ทั้งความรักจากทุกคน (รวมทั้งจากพี่) การศึกษา แม้กระทั่งอนาคต – ส่วนสิ่งที่เธอได้รับคือการจมปลักกับสิ่งเดิมๆ โลกของเธอมีแค่ที่บ้าน ในสวน และตลาดในอำเภอ
“พี่รู้ว่ามันหลอกแล้วทำไมยังยอมมันอีก? ทำไมไม่หนีไป?”
“สักวันถ้าชายมีความรัก ชายจะเข้าใจว่าทำไม…”
จนถึงนาทีนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่พูด ความรักทำให้พี่ยอมทำแม้กระทั่งขายวิญญาณเชียวหรือ? ความรักทำให้พี่ออกเดินทางไกลแสนไกลเพียงเพื่อมาค้นหามันเช่นนั้นหรือ?
ผมบอกไปหรือยังว่าไอ้ระยำคนนั้นคือน้าชายของผมเอง…
หลังจากคืนนั้นผมก็ออกเดินทางอีกครั้ง จุดมุ่งหมายคือบ้านเกิด เพื่อกลับไปเติมเต็มตัวตนในอดีตของผม กลับไปหาพิม – เหมือนในวันนี้
รถไฟยังคงแล่นไปเรื่อยๆ…
ผมเดินทางมานานพอสมควรแล้ว ร่างกายเริ่มแสดงปฏิกริยาให้เห็น เข่าผมเริ่มขัดๆเวลาลุกขึ้นเดิน ร่างกายซีกซ้ายก็รู้สึกปวดอย่างบอกไม่ถูกเหมือนมีไฟมาลนเป็นบางครั้ง ยังมีปริศนาเกี่ยวกับรอยเย็บที่ศรีษะ ผมแค่เป็นลมเพราะเหนื่อยมากเกินไปถึงกับต้องเอามีดมากรีดหัวกันเลยหรือ?
ในที่สุดการเดินทางของผมก็สิ้นสุด…
ผมมาถึงเชียงรายตอนพลบค่ำพอดี ถนนหนทางในเชียงรายดูเปลี่ยนไปมากนับจากวันที่ผมจากมา ผมตรงไปยังบ้านของพิม แต่แล้วก็ต้องผิดหวังที่ไม่พบใครอยู่เลย สวนลำพูดูรกร้างไปมากเมื่อเทียบกับสองปีที่แล้ว พิมไม่อยู่บ้าน แล้วเธอไปอยู่ที่ไหนกัน?
ผมคิดออกแค่ใต้ต้นลำพูของเรา…
ระยะทางจากบ้านพิมไปยังท้ายสวนราวกับจะยืดยาวไม่มีวันสิ้นสุด แรงกายของผมหดหายไปเสียดื้อๆราวกับผมเป็นคนแก่ ผมรวบรวมแรงกำลังที่ยังมีกัดฟันเดินไปจนถึงลำพูต้นใหญ่ท้ายสวน
เคยได้ลองค้นหา ผ่านเวลามาแล้วมากมาย แต่บางครั้งฉันยังหวั่นไหวตามคืนและวัน
เสียงเพลงนี้อีกแล้ว?
มีสิ่งเดียวที่รู้ เปลี่ยนแปลงไปไม่ง่ายอย่างนั้น คือความฝันที่มีในใจตลอดเวลา
หิ่งห้อยน้อยใหญ่เริ่มเปล่งแสงเรืองรอง ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำเอาผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
พิม…
“มาช้าจริงๆเลยนะตาบ้า″ สาบานได้ว่ารอยยิ้มของพิมสว่างไสวกว่าแสงจากหิ่งห้อยเสียอีก
“ทำไมเธอถึงได้หนีชั้นมาอยู่ที่นี่ล่ะ ไม่เห็นใจคนป่วยบ้างเลยเหรอ?” ผมทำเสียงเง้างอน อย่างที่พิมชอบทำเวลาเราอยู่ด้วยกันสองคน
พิมมองผมด้วยสายตาเอ็นดู “เหนื่อยมากไหมชาย…”
“แค่ได้เจอเธอก็หายเหนื่อยแล้ว” ผมโกหก จริงๆแล้วตอนนี้ผมแทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว มันปวดไปหมดทั้งตัว
แม้ตอนกลางวันที่ฉันยังตื่น หรือตอนกลางคืนที่ฉันหลับอยู่ ก็ยังรู้ตัวดีว่าฉันนั้นฝันถึงใคร
พิมจูงมือผมไปนั่งที่ใต้ต้นลำพู…
“ชาย… เธอเคยคิดบ้างไหมว่าชั้นก็เหมือนหิ่งห้อย?” คำถามเดิมเหมือนเมื่อหลายปีที่แล้ว หากแต่ในวันนี้พิมถามด้วยรอยยิ้มปราศจากความทุกข์
“ตั้งแต่แต่งงานกับเธอมา ชั้นก็ยังไม่เห็นว่ามันจะส่องแสงได้นะ” ผมยียวนไปตามประสา
“ชายคนเดิม… ไอ้คนลามก” พิมใช้สองมือทุบอกผม
หลังจากหลอกล้อกันได้สักพัก ผมรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง พิมดึงผมลงไปนอนที่ตัก ผมยอมทำตามอย่างว่าง่าย
แม้คนมากมายให้พบให้เจอ ฉันมีแต่เธอในหัวใจ จากวันนี้ไปจนเมื่อไรก็ยังรักเธอ
“เค้าว่ากันว่า หิ่งห้อยเป็นวิญญาณของคนตาย… ชายกลัวไหม?”
“ถ้าคนตายสวยเหมือนพิม จะให้ชายตายเป็นเพื่อนก็ยอม”
พิมยิ้มเศร้าๆ
เจอเรื่องราวทั้งหลาย ผ่านอะไรแต่เช้าจนเย็น ก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใดมาแทนภาพเธอ
ผมปวดหัวอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านๆมามากนัก พิมกอดผมไว้จนตัวสั่น
ใจยังคอยนึกย้ำ จดจำเธอไว้ได้เสมอ อยู่ตรงไหนก็ยังมีเธอตลอดเวลา
แล้วเวลาที่หายไปก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง…
แม้ตอนกลางวันที่ฉันยังตื่น หรือตอนกลางคืนที่ฉันหลับอยู่ ก็ยังรู้ตัวดีว่าฉันนั้นฝันถึงใคร
ภาพความทรงจำในอดีตไหลพุ่งราวกระแสน้ำเชี่ยวกราก ภาพความรักของเราสองคนฉายเป็นลำดับในสมองของผม วันที่เธอให้กำเนิดเจ้าตัวน้อย วันที่ผมลองผิดลองถูกจนกระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิต วันที่ครอบครัวของเรามีความสุข
แม้คนมากมายให้พบให้เจอ ฉันมีแต่เธอในหัวใจ จากวันนี้ไปจนเมื่อไรก็ยังรักเธอ
วันที่พิมจากไป… อย่างไม่มีวันหวนคืน
“ถ้ามีลูกจะให้ชื่อว่าอะไรดี?” พิมเคยถามผม
“ยอดรัก”
“เชยระเบิด ทำไมถึงต้องชื่อนี้ล่ะ”
“ถ้าลูกเราเป็นผู้หญิงก็ให้ชื่อยอดรัก ถ้าเป็นผู้ชายก็ชื่อยอดรักอีกนั่นแหละ ก็ลูกเป็นยอดรักของผมกับพิมไงจ๊ะ”
“แล้วต้องเรียกสั้นๆว่า รัก” ผมยิ้มให้กับความคิดในอดีต
แม้ตอนกลางวันที่ฉันยังตื่น หรือตอนกลางคืนที่ฉันหลับอยู่ ก็ยังรู้ตัวดีว่าฉันนั้นฝันถึงใคร
ผมสัมผัสได้ถึงหยดน้ำตาของพิมที่กระทบลงบนหน้าผาก…
แม้คนมากมายให้พบให้เจอ ฉันมีแต่เธอในหัวใจ จากวันนี้ไปจนเมื่อไรก็ยังรักเธอ
“ผมรักษาสัญญาแล้วนะพิม… ผมจะอยู่ดูแลพิมไปจนวันตาย…”
ไม่มีคำพูดระหว่างเราสองคนอีก สิ่งที่ผมสัมผัสได้มีแต่ความรัก
ผมง่วงแล้วล่ะ…
จากวันนี้จนวันสุดท้ายก็ยังรักเธอ