Table of Contents
สารบัญ
- แดนสนธยา: ผู้ที่ถูกเลือก (ตอนต้น)
- แดนสนธยา: ผู้ที่ถูกเลือก (ตอนกลาง)
- แดนสนธยา: ผู้ที่ถูกเลือก (ตอนปลาย)
- แดนสนธยา: ผู้ที่ถูกเลือก (ตอนส่งท้าย)
ผมเคยดูหนังเรื่องเมทริกซ์…
พระเอกใช้ชีวิตกลางวันเป็น โปรแกรมเมอร์ทำงานที่บริษัท พอตกกลางคืนเขากลับสวมวิญญาณนักเจาะระบบท่องไปในทุกที่ของโลกไซเบอร์ เท่าที่สิบปลายนิ้วกับหนึ่งสมองจะเอื้ออำนวย ในวันหนึ่งเขาค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเมทริกซ์ – เขากลายเป็น “ผู้ที่ถูกเลือก” – หลังจากวันนั้น โลกทั้งโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ปรัชญา ที่ฉาบไว้ในหนังเรื่องนี้ตั้งคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าโลกที่เราอาศัยอยุ่เป็นเพียงความฝัน? ถ้าฝันนั้นเสมือนจริงถึงขั้นที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถูกลวงหลอกให้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง โดยที่มนุษย์ทุกผู้ต่างตกอยู่ในความฝันอันเดียวกัน เราจะแยกแยะความจริงออกจากความฝันเสมือนจริงได้อย่างไร?
มันเป็น เพียงจินตนาการของผู้กำกับที่ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม – ข้อนี้ผมไม่สงสัย – แต่มันกระตุ้นให้เกิดคำถามมากมาย นิยามของความมีตัวตน การปฎิเสธสังคมจอมปลอม (ไม่นับท่าเตะนกกระเรียนที่สื่อต่างๆหยิบยกไปล้อจนเกร่อ)
ถ้าถามผมว่าจะเลือกยาเม็ดสีแดงหรือสีฟ้า ในวันนั้นผมตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดว่าสีฟ้า…
ผมไม่ใช่ฮีโร่ (และไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เป็น) ไม่ต้องการกอบกู้จิตวิญญาณให้คนทั้งโลกมาชื่นชมยกย่อง ผมต้องการแค่พื้นที่ “ปลอดภัย” ให้ซุกหัวในสังคมที่คุ้นเคย มีความสุขตามประสาไปวันๆ ถ้าต้องตื่นมาพบความจริงที่โหดร้าย ผมเลือกที่จะจมอยู่ในความฝันจอมปลอมไปจนหมดลมหายใจเสียยังดีกว่า
ถ้าตัดความเท่ห์ของคีนูรีฟออกไป ผมคิดว่ามีคนไม่น้อยที่เลือกแบบเดียวกัน…
หลัง วางสายจากชายพิลึกคนนั้น ผมก็ลังเลอยู่นานสองนาน ในที่สุดผมตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่คิดจะทำมาก่อน – นั่นคือโทรไปลางานกับหัวหน้าโดยบอกว่าไม่สบาย (ถึงงานที่ทำอยู่จะซ้ำซากจำเจ ผมก็ไม่เคยลาป่วยตลอดหลายปีมานี้) – ผมกำลังจะทำอะไรกันแน่เนี่ย?
ผม สอบถามถึงเรื่องโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ชายคนนั้นบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม เขายืนยันว่าผมต้องมาพบด้วยตัวเองถึงจะบอกเรื่องต่างๆให้ฟังได้เพราะว่าไม่ ปลอดภัยถ้าสนทนาผ่านโทรศัพท์ (นี่คือเหตุผลที่ผมคิดถึงหนังเรื่องเมทริกซ์)
คุณคือผู้ที่ถูกเลือก… พนักงานบัญชีต๊อกต๋อยอย่างผมเนี่ยนะ? ถูกเลือกให้ออกจากงานสิไม่ว่า
ถ้า พิจารณาด้วยเหตุและผล มีความเป็นไปได้สูงมากที่นี่เป็นแค่เรื่องแหกตา ผมได้ยินลูกเล่นที่โจรต้มตุ๋นใช้หลอกหาเงินจากชาวบ้านอยู่เนืองๆ นี่อาจจะเป็นลูกเล่นใหม่ของพวกสิบแปดมงกุฎ และผมกำลังจะเป็นหมูให้มันต้ม
สิ่ง สุดท้ายที่ดาราสาวคนนั้นเขียนทิ้งไว้ยังค้างคาในสมองยากจะแงะออก “… ลาก่อนดินแดนแห่งนี้” ทำไมถึงใช้คำว่าดินแดน? ทำไมไม่ใช้คำว่าโลกใบนี้? หรือว่าพวกนักข่าวสมองกลวงจะแปลข้อความมั่วๆซั่วๆให้ออกอากาศทันคู่แข่ง?
อาจเป็นเพราะผมใช้สมองซีกซ้ายมากไปจนมันประท้วงไม่ทำงาน สมองซีกขวาที่อัดแน่นไปด้วยจินตนาการและเรื่องเพ้อฝันเลยชนะไปขาดลอย
รถยังคงแล่นไปจนกระทั่งถึงจุดหมาย…
ผม คิดว่าจะได้เจอกับตึกโกโรโกโสหลังหนึ่งที่มีพนักงานรับโทรศัพท์ทำงานกันให้ วุ่น ถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะกลับโดยไม่ลังเลเลยสักนิด – แต่สิ่งที่ได้เจอกลับเป็นบ้านหลังใหญ่ ไม่สิ ควรเรียกว่าคฤหาสน์ถึงจะเหมาะสม
ยามหน้าบ้านไม่ถามสักคำว่าผมมาพบ ใคร เขาเปิดประตูเชื้อเชิญให้ผู้แปลกหน้าเข้ามาอย่างง่ายดายราวกับเป็นเรื่องที่ ทำเป็นกิจวัตร ผมจอดรถแล้วลงมาเดินอย่างงงๆ
“คุณคือคนที่โทรมาหาเราเมื่อครู่ใช่หรือเปล่าครับ?” ชายร่างท้วม ใส่สูทดูเป็นผู้ดีตรงปรี่เข้ามาทักทาย – ผมพยักหน้าแทนคำตอบ
“คุณคงจะแปลกใจไม่น้อย บางทีอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องล้อกันเล่นใช่ไหมครับ?” ชายคนเดิมยิงคำถามราวกับรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่
” ผมขอเวลาคุณไม่นานเพื่อจะบอกความจริงอะไรบางอย่างให้ได้รับรู้ รับรองว่าไม่มีการบังคับขาย หรือเอาทองเส้นใหญ่มาล่อคุณแน่ๆ” เขาพูดยิ้มๆ
“เชิญทางนี้ครับ”
ผมตามไปอย่างว่าง่าย…
ข้าง ในบ้านโออ่ากว่าภายนอกเสียอีก แต่มีเครื่องประดับน้อยชิ้นจนแทบจะนับได้ บ่งบอกถึงรสนิยมสมถะของผู้เป็นเจ้าของ สองข้างทางมีภาพชายผู้หนึ่งในอิริยาบถต่างๆเป็นระยะ รูปส่วนใหญ่ถ่ายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ (เดาเอาจากเครื่องจักรหน้าตาแปลกๆที่ผมไม่รู้จัก) บางรูปมีฝรั่งหน้าตาคร่ำเคร่งหลายคนฉีกยิ้มให้คนดู – นี่ผมหลงมาอยู่ในคฤหาสน์แฟรงเกนสไตน์หรือเปล่าเนี่ย?
ผม นั่งหน้าเก้าอี้ข้างเตาผิงในห้องหนึ่งบนชั้นสาม ชายที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเป็นผู้สูงอายุที่ดูคงแก่เรียน ตอนนี้เองที่ผมรู้ว่าชายที่นำทางมาเป็นเพียงคนรับใช้
“สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทายไม่เต็มเสียงเพราะอึดอัดกับบรรยากาศแปลกถิ่น
“อะไรทำให้คุณตัดสินใจโทรมาหาเรา?”
ผมควรจะเป็นคนถามคำถามไม่ใช่หรือ? เอาเถอะ อย่างน้อยพ่อแม่ก็สอนให้ผมมีสัมมาคารวะกับผู้หลักผู้ใหญ่
“ผมเห็นที่คุณลงในหนังสือพิมพ์ เลยอยากรู้ว่าคุณต้องการอะไรถึงลงโฆษณาแบบนั้น”
“คุณรู้เรื่อง ฮอง จุน ฮี มากแค่ไหน?”
“เธอเป็นดาราดังที่ฆ่าตัวตายเพราะเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆ รู้สึกว่าจะโดนเงินทับตายหรือไงนี่แหละ”
“คุณสนใจเรื่องดาราสาวชาวเกาหลี จึงโดดงานเพื่อตามหาความจริงจากคนที่ไม่รู้จัก – ผมสรุปถูกไหม?”
ผมชักเหลืออด…
” ผมอยากรู้ว่าคุณต้องการบ้าอะไรถึงลงโฆษณาพรรณนั้น เลยลงทุนโดดงานมาทำหน้าที่พลเมืองดี ถ้าผมรู้สึกว่าพวกคุณเป็นโจรต้มตุ๋นจะได้แจ้งตำรวจจับ” ผมจ้องหน้าชายผู้นั้นให้รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่น
ชายผู้นั้นถอนหายใจ ผมเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่าเขานั่งอยู่บนรถวีลแชร์ เขาเข็นรถไปหน้าเตาผิงแล้วหันกลับมามองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป – ผมคิดว่ามันเป็นมิตรมากกว่าเดิม
“คุณคงแปลกใจที่เห็นเตาผิง”
“ผมไม่เคยใช้มันหรอก แค่ตั้งไว้เฉยๆ” เขายิ้มเป็นครั้งแรก “สมมุติว่าได้ใช้มัน”
“ตกลงว่า…” ผมพยายามจะกลับมาเรื่องเดิม
” โลกเราล้วนเต็มไปด้วยสิ่งสมมุติ เราสมมุติโฉนดที่ดินขึ้นมาเพื่อแบ่งสรรปันส่วนอาณาเขตให้ผู้คน เราสมมุติเงินตราขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของ เราสมมุติว่าได้โลดแล่นในโลกที่ต่างออกไปจากศิลปะแขนงต่างๆทั้งภาพยนตร์หรือ หนังสือ เราสมมุติว่าใช้ชีวิตอยู่ – ในโลกที่เราสมมุติมันขึ้นมา″
ตาแก่นี่มันกินยาลืมเขย่าขวดหรือไงวะ?
“เธอคนนั้นเป็นหนึ่งในคนที่ตระหนักถึงสิ่งสมมุติ เธอรับรู้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้…”
“น่าเศร้านัก ที่เธอเลือกจบชีวิต” แววตาเขาเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“ตกลงคุณต้องการจะบอกอะไรกันแน่?” ผมไม่มีเวลาทั้งวันมานั่งฟังตาแก่นี่พูดจาเพ้อเจ้อแน่ๆ
“ผมดีใจที่พบผู้ที่พยายามจะตื่นอย่างคุณ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วสำหรับการส่งผ่านไปยังดินแดนที่ปลอดภัย”
“ถ้าคุณยังพูดวกวนแบบนี้อยู่ ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน” ผมทำท่าจะลุกจากเก้าอี้
“กลับไปพบกับครอบครัวที่ไม่ต้องการคุณน่ะหรือ?”
ผมชะงักในทันที ตาแก่บ้านี่รู้เรื่องผมได้อย่างไร?
เขา ยิ้มเมื่อรู้ว่าที่พูดเมื่อครู่แทงใจดำผมเข้าอย่างจัง “บางเรื่องผมก็ไม่อยากรับรู้หรอก คุณจินตนาการไม่ออกหรอกว่ามันเหนื่อยแค่ไหนกับการรู้เรื่องแย่ๆของผู้อาศัย ที่เข้ากันได้กับตัวเอง”
ถึงจะไม่เข้าใจว่าตาแก่คนนี้พูดเรื่องอะไร แต่ความอยากรู้ก็สะกดให้ผมจะนั่งลงฟังเงียบๆ…
