Category Archive: Me Writting

ขาว เทา เขียว น้ำตาลไหม้

ขาว เทา เขียว น้ำตาลไหม้

I ควันบุหรี่สีเทาทึมลอยอ้อยอิ่ง คลอเคลียใบไม้สีเขียวสด จ้องมองไปยังปลายหนึ่ง เปลวไฟลามเลียกัดกินชีวิตบุหรี่ ราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นแต่ก่อนกาล จ้องมองไปอีกปลายหนึ่ง สีน้ำตาลไหม้ติดก้นกรองเข้มข้นขึ้นเท่าทวี มวนหนึ่งม้วย อีกมวนหนึ่งกำลังจะตายตกไปตามกัน ดาวดิ้นสิ้นสูญ ทั้งวิญญา… II สีขาวของคอนกรีต ฉุดจิตสำนึกให้ดำดิ่งในความฉงน ใยจึงต้องขาว? อิฐ หิน ดิน ทราย ตามธรรมชาติมิใช่สีขาว นำมากวนหลอมรวมเหล่าธาตุ ก็มิพักตร์กลายเป็นสีขาว เหตุใดมนุษย์จึงฉาบเปลือกขาวทาทับด้วยเล่า? III ฤาสีขาวจะประสิทธิ์ความร่มเย็น ปลอดภัย ให้กับผู้พักพิงอาศัยใต้ชายคา? บุหรี่ที่ดับดิ้นไปก็สีขาว… ฤามันจะนำความปลอดภัยมาสู่ผู้ลิ้มรส? เตือนตนไว้จงหนัก ความแข็งแกร่งของอาคารก่อกอปรจาก อิฐ หิน ดิน ทราย มิใช่เปลือกขาว… 13171525520423

 

บันทึกนกไขลาน มูราคามิ และคอนโทรล+เอส

บันทึกนกไขลาน มูราคามิ และคอนโทรล+เอส

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการกด ctrl + s… คอนโทรลกับเอส กดด้วยนิ้วก้อยและนิ้วกลางข้างซ้ายพร้อมกัน พอดิบพอดี ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น… ทั้งๆที่เพิ่งเปิด Notepad ขึ้นมาและยังไม่ทันได้บรรจงสาดใส่ถ้อยคำลงไป ผมก็เริ่มด้วยการกดชอร์ตคัตของการเซฟ ห่ะ นิสัยนี้มันแก้ไม่หายสักที… ถ้าเซฟเสร็จแล้วผมเกิดคิดอะไรไม่ออก ปิดมันไป ต่างอะไรกับการไม่เขียนเลยตั้งแต่แรก? ที่รู้ๆคือจะมีไฟล์ขยะค้างอยู่บนเดสทอป (อีกเรื่องที่กวนใจ ห่ะเช็ด เดสค์ทอป หรือ เดสทอป ทำไมไม่ Desktop) เป็นตะกอนค้างทิ้งไว้จนกว่าผมจะรำคาญจับลากเข้าโฟลเดอร์สักอัน เหมือนกองขยะที่หลอกตัวเองว่าสักวันจะเข้ามาเหลียวแล เหมือนบางเรื่องในชีวิตที่ทิ้งคราบไว้รอการขัดเช็ด… ห่ะ พล่ามอีกแล้ว นิสัยนี้ก็แก้ไม่หายซะที… ผมวางหนังสือบันทึกนกไขลานของมูราคามิไว้ข้างๆ หนังสือที่ผ่านการถูกเสพมาแล้ว 3 ใน 4 ของชีวิตมัน มันนี่แหละที่กระตุ้นให้ผมคันคะเยอ คันจนต้องมาเกาผ่านปลายอักษร ก่อนที่ความคันจะจางหายไป เรื่องราวในนิยายเริ่มต้นด้วยพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่ง แต่งงานมีครอบครัว มีชีวิตธรรมดาๆ แต่เรื่องราวที่ผ่านไปในแต่ละบรรทัดเผยอความ “ไม่ธรรมดา″ ออกมาทีละน้อย ล่อหลอกให้เราติดตามในบรรทัดถัดไป ถัดไป แล้วก็ถัดไป ในเรื่องกล่าวถึงภาวะไร้ตัวตนของพระเอก จากการแสวงหาอัตตาโดยไปอยู่คนเดียวในบ่อน้ำแห้งผากของบ้านร้าง เป็นเวลาหลายวัน เออ แม่งเพี้ยนแบบมูราคามิ… ตอนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ [...]

 

อารมณ์ในตัวอักษร

อารมณ์ในตัวอักษร

เสียเจ้า ๏ เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า มิหวังกระทั่งฟากฟ้า ซบหน้าติดดินกินทราย ๏ จะเจ็บจำไปถึงปรโลก ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ ๏ หากเจ้าอุบัติบนสรวงสวรรค์ ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้ สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ ๏ แม้แต่ธุลีมิอาลัย ลืมเจ้าไซร้ชั่วกาลปาวสาน แม้นชาติไหนเกิดไปพบพาน จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา ๏ ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า เพื่อจดจำพิษช้ำนานา ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย กวีนิพนธ์ – อังคาร กัลยาณพงศ์

 

กาลครั้งหนึ่ง – ความรักทำให้คนตาบอด

กาลครั้งหนึ่ง – ความรักทำให้คนตาบอด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างแสนไกล… แคว้นเล็กๆที่ปกครองด้วยราชวงศ์เล็กๆซึ่งเป็นที่รักใคร่ของประชาชน ยังมีเจ้าชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเหงาเศร้า พร้อมกับถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าชายเป็นลูกคนเดียว พระราชาทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ เพื่อให้เจ้าชายเติบโตเป็นกษัตริย์ที่ดีต่อไปในอนาคต ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขารู้ตัวว่าต่างจากคนทั่วไป เจ้าชายมีตาดวงที่สามอยู่กลางหน้าผาก… พระราชามีตาสองดวง พระราชินีก็มีตาสองดวง ใครๆที่เจ้าชายพบเจอก็มีตาเพียงสองดวง แต่เจ้าชายกับเป็นตัวประหลาดที่มีมันถึงสาม นับจากวันนั้นเจ้าชายก็ไม่มีความสุขอีกต่อไป เขารู้ดีถึงพ่อจะไม่เคยพูดถึงความผิดปกติอันนี้ แต่ลึกๆพ่อคงมองเขาเป็นตัวประหลาดด้วยความสมเพช ดีไม่ดีสาเหตุที่แม่ตายไปหลังจากให้กำเนิดได้ไม่นาน อาจเป็นเพราะทนไม่ไหวที่รับรู้ว่าตัวเองคลอดตัวประหลาดออกมาก็ได้ เจ้าชายจึงโพกผ้าคาดหัวไว้ตลอดเวลา เพื่อปกปิดตาดวงที่สาม… เจ้าชายไม่มีเพื่อนมากนักนับแต่วัยเด็ก จะมีก็แต่เจ้าหญิงอายุไล่เลี่ยกันจากแคว้นข้างเคียง ที่มาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว กับเจ้ากระต่ายน้อยสีขาวขนปุกปุย ที่มีหางเป็นพวงสีชมพูแปร๋น เจ้าชายหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่จำความได้ และถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไปนัก เขาคิดว่าสาวเจ้าก็ดูมีใจให้ไม่ใช่น้อยเช่นกัน วันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่พระราชายื่นคำขาดกับเจ้าชาย… ถ้าเขาไม่หาคู่ครองเองล่ะก็ พ่อของเขาจะจับคลุมถุงชนกับคนที่เหมาะสม เพื่อทำพิธีอภิเษกสมรส และแต่งตั้งเจ้าชายเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป เจ้าชายคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ใจหนึ่งก็อยากไปบอกรักเจ้าหญิงให้รู้เรื่องกันไป แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเธอจะรังเกียจตัวประหลาดสามตา และจากเขาไปชั่วนิรันดร์ “มึงจะทำหน้าเป็นตูดอย่างนี้อีกนานไหมวะ?” เสียงอันคุ้นเคยของกระต่ายเพื่อนยาก ลอยมากระทบหูเจ้าชาย “ไม่เสือกสักเรื่องจะได้ไหม” เจ้าชายไม่มีอารมณ์จะเสวนากับใครในตอนนี้ “โอเค้ กูก็แค่ทำหน้าที่เพื่อนที่ดีเท่านั้นเอง” เจ้ากระต่ายทำหน้าเซ็งเป็ด กระโดดดึ๋งๆ ออกไปทางประตู เจ้าชายหันมาหาเพื่อนสนิทและเอ่ยถาม ก่อนที่เจ้ากระต่ายจะกระโดดดึ๋งๆออกจากห้องไป “ถ้ามึงรักใครสักคนมาก [...]

 

แดนสนธยา: ผู้ที่ถูกเลือก (ตอนส่งท้าย)

แดนสนธยา: ผู้ที่ถูกเลือก (ตอนส่งท้าย)

ยามสนธยาผ่านไปอย่างว่องไว ทว่าราตรีที่ตามมากลับเยื้องย่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในความรู้สึกผู้เฝ้ารอ… แม่-ลูกคู่ หนึ่งต่างแปลกใจเมื่อพบว่าภายในบ้านเป็นระเบียบต่างกับตอนเช้า ราวกับมีคนกลับมาทำความสะอาดก่อนที่คนทั้งสองจะกลับมาถึง จะคิดว่าเป็นฝีมือของสามีก็ไม่น่าจะใช่ ชายผู้นั้นไม่เคยทำอะไรให้ครอบครัวประหลาดใจแบบนี้มาก่อน – หรือว่าจะมีโจรใจดีสมเพชเมื่อเห็นความรกเลยเปลี่ยนใจเลิกปล้น แต่กลับทำความสะอาดให้แทน? สิ่งต่อมาที่สร้างความว้าวุ่นใจให้กับ ภรรยาคือสามียังไม่กลับบ้านทั้งๆที่เลยเวลาเลิกงานมานานแล้ว ชายผู้นั้นก็ไม่เคยกลับบ้านผิดเวลาอีกเช่นกัน ชีวิตของเขาเหมือนถูกโปรแกรมให้ทำทุกอย่างตามตาราง เหมือนเป็นหุ่นยนต์ – หรือจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเขา? สิ่งสุดท้ายที่สร้างความสับสนให้ กับคนทั้งสองคือสำรับกับข้าวที่เตรียมวางไว้บนโต๊ะกินข้าว ใครเป็นคนทำกับข้าวเหล่านี้? ถ้าสามีเป็นคนทำก็จะตอบคำถามเรื่องการทำความสะอาดบ้าน แต่ก็อีกนั่นแหละ คนอย่างเขาน่ะหรือจะทำเรื่อง – ไร้สาระ – พรรณนี้ แล้วถ้าเขาเป็นคนทำจริง ตอนนี้เขาหายไปไหน? ภรรยาร้อนใจจึงโทรไปถามที่งานสามี ได้ความว่าเขาลาป่วยในวันนี้ – นั่นตอบคำถามเรื่องทั้งสองไปเรียบร้อย เหลือเพียงคำถามเดียว ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน…